All Novels on this site are not allowed to copy or use in other media
without asking from the writters. Please respect the rule.

ผลงานที่ลงในเว็ป ACHOclub มีเพื่อให้ความบันเทิงในเว็ปนี้เท่านั้น
ห้ามมิให้นำไปแอบอ้าง หรือลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9

เพลงกาล

กาลที่ ๑

พุทธศักราช2538

"ครืนๆ" เสียงฟ้าคำรามมาพร้อมเมฆทะมึนและลมซู่ใหญ่ ไม้ใหญ่เอนลู่ลมกิ่งก้านพลิ้วไปมาดูราวมือปีศาจที่เอื้อมมาบนผืนดินอย่างน่าสะพรึง นกน้อยตัวหนึ่งพยายามกระพือปีกเล็กๆ อย่างเต็มที่เพื่อจะโผเข้าสู่รังแต่ก็ถูกลมกรรโชกพักจนเสียหลักไปหลายหน บนทุ่งกว้าง เด็กน้อยผู้หนึ่งควบม้าทะยานผ่านผืนฟาร์มกว้างอย่างรีบเร่งด้วยกลัวอิทธิพลลมฟ้าที่กำลังพัดมาจากด้านหลัง แต่ด้วยความยังไม่ชำนาญในการบังคับนักคู่กับม้าสูงใหญ่เกินอายุจึงทำให้เกือบตกจากหลังหลายหน

เปรี้ยง !! เสียงอสุนิบาตดังก้องพร้อมประกายแสงคล้ายเบ่งอำนาจของมัน เสียวปลาบเข้าไปถึงขั้วเพราะมันทำให้ม้าที่กำลังพยายามบังคับอยู่ตกใจจนมันยกขาหน้าขึ้นสูง ทำเอาเด็กชายหวิดจะตกอยู่รอมร่อ และกระโจนไปข้างหน้าอย่างเร็ว เด็กน้อยหลับตาปี๋พลางนึกบทสวดมนต์ทีมาราเคยคะยั้นคะยอให้หัดสวดนักหนาด้วยเริ่มเกรงต่ออำนาจสายฟ้า เพราะขณะนี้มีแต่ตนกับม้าตัวโปรดเท่านั้น ที่กระโจนเด่นอยู่กลางทุ่งหญ้าซึ่งเป็นสิ่งล่อสายฟ้า ได้อย่างดีทีเดียว ทันใดก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้จึงพยายามถอดนาฬิกาเงินราคาเรือนแสนทิ้งเพราะเริ่มตระหนักว่าเงินเป็นสิ่งล่อสายอัสนีด้วยเช่นกัน

แต่ด้วยความกระเทือนจากกำลังของม้าเปรียว บวกกับความยังเป็นมือใหม่ในการขี่ม้าทำให้การถอดเป็นไปได้ยากพอควร เพราะต้องบังคับม้าที่กำลังตื่นไปพร้อมกันแถมยังถุงมือที่เพิ่มความเทอะทะนั่นอีก พอดีกับที่เมฆฝนเริ่มแผ่บริเวณมาถึงตนพร้อมสายฝนที่เริ่มลงเม็ด บรรยากาศรอบด้านมืดลงอย่างรวดเร็ว หยาดฝนเม็ดใหญ่ตกซู่ลงปะทะใบหน้าผสมกับความเย็นของลมเป็นเหตุ ให้แว่นกันลมที่สวมอยู่เริ่มจับฝ้าจนมองแทบไม่เห็นสายนาฬิกาหรือแม้แต่ทางด้านหน้า แต่ในที่สุดเขาก็ถอดนาฬิกาจนได้และขว้างทิ้งอย่างไม่ไยดี

ทันใดนั้นสายฟ้าจากขวานรามสูรก็ฟาดเขากับโลหะเงินทำให้ม้าตกใจและสะบัดอย่างแรง เด็กชายหมดแรงเหนี่ยวสายบังเหียนจึงเสียหลักหล่นลงสู่พื้นหญ้า เด็กน้อยในชุดขี่ม้าครางฮือด้วยความรู้สึกปวดหนึบไปทั่วตัว ดวงตาหรี่ปรือ พยายามมองหาม้าที่ขี่อยู่เห็นมันวิ่งเตลิดไป เขาพยายามขยับตัวแต่ก็มีแต่ความปวดที่แล่นจี๊ดพร้อมกับสติที่ค่อยๆ เลือนลง สุดท้ายก่อนจะหมดสติไปเขารับรู้ถึงอ้อมแขนใครบางคนที่อุ้มเขาขึ้นและสิ่งสุดท้ายที่แว่วเข้ามาในโสตประสาทคือกังวานเสียงนุ่มพูดอะไรบางอย่างเบาๆ และเสียงห้าวก็ตะโกนโหวกเหวกขึ้น…..


ณ วังวสันต์ของหม่อมเจ้าชายรังสิมันตุ์ แก้วกานต์ หม่อมเทพินทร์ แก้วกานต์กำลังกระวนกระวายชะเง้อชะแง้มองไปทางประตูวังอย่างเป็นกังวลถึงบุตรคนกลางที่ยังไม่กลับ หม่อมเทพินทร์คงไม่กระวนกระวายถึงขนาดนี้ถ้าไม่มีพายุใหญ่อย่างที่กำลังเป็นอยู่ และยิ่งใจเสียเพราะทราบดีว่าฝีมือการบังคับม้าของผู้เป็นบุตรนั้นยังเป็นแค่ผู้ฝึกหัดแถมยังดื้อขี่ม้าที่ใหญ่เกินตัวอีก แล้วแลมองไปยังสวามีที่นั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟาตัวเขื่อง ท่านชายรังสิมันตุ์สบตาผู้เป็นเอกภริยา

"ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้หรอกจ้ะพิน ต้องรอให้พายุสงบกว่านี้ก่อนแล้วพี่จะส่งคนตามทันที"

"รอพายุสงบ พายุนี่มาตั้งเกือบ 4 ชั่วโมงแล้วนะคะ ! แถมตอนนี้ก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว ถ้ารอให้นานกว่านี้พินเกรงว่านภจะ…."

คำพูดต่อไปชะงักอยู่แค่นั้นด้วยไม่อยากกล่าวคำที่เหมือนเป็นการแช่งลูกด้วยระลึกได้ว่าคำพูดพ่อแม่ย่อมศักดิ์สิทธิ์ต่อลูกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำอวยพรหรือคำบริภาษก็ตามที แล้วทรุดลงนั่งบนเก้าอี้เล็กใกล้ผู้เป็นสามีพร้อมหยาดน้ำคลออยู่ในคลองจักษุ จ้องไปเบื้องนอกอย่างพยายามระงับอารมณ์ ท่านชายจับมือนุ่มที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยมากุมแล้วบีบเบาๆ

"ไม่จ้ะพิน จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนภเด็ดขาด" ท่านชายพูดเน้นหนักทั้งปลอบใจภริยาและย้ำกับองค์เองไปใน ตัว "พินไม่ต้องกังวลนะจ้ะ บางทีตอนนี้ชายนภอาจหยุดหลบฝนอยู่ที่ไหนสักแห่งในฟาร์มของเราก็ได้"

หม่อมเทพินทร์ยังคงมองเหม่อไปยังประตูวัง แต่ก็เอื้อมมืออีกข้างวางทาบบนมือใหญ่ "ถ้าจริงก็ดี….พินขอตัวไปห้องพระนะคะ จะสวดภาวนาขอให้พระท่านคุ้มครองลูก"

"จ้ะ แล้วพี่จะรอนภเอง" แล้วหม่อมเทพินทร์ก็ผละไป ขณะกำลังเข้าห้องพระเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง

"ท่านแม่ขา" เสียงใสๆ จากเด็กหญิงตัวน้อยวัย 7 ขวบที่ยืนกอดตุ๊กตาหนูตัวเกอบเท่าคนอุ้มเรียกรอยยิ้มหยักรั้งขึ้นที่มุมปากของมารดา

"หญิงยังไม่นอนอีกเหรอจ้ะ" พูดพลางเดินเข้าไปโอบร่างเล็กเข้าไว้ในอ้อมแขนแล้วจุมพิตที่แก้มยุ้ยทีหนึ่งอย่างรักใคร

่ "หญิงกลัวฟ้าร้องค่ะท่านแม่ ฟ้าร้องน่ากล๊ว น่ากลัว มันดังมากจนหญิงนอนไม่หลับเลย หญิงเลยตื่น แต่เห็นเตียงพี่นภว่างหญิงกลัวเลยออกมาตามพี่นภ"

ยิ่งได้ยินบุตรีเรียกชื่อลูกคนกลาง ความเป็นห่วงรวมทั้งกังวลก็แล่นจับไปถึงจิต ทำให้ดวงตางามขำเริ่มแดงเรื่อขึ้น หญิงหรือหม่อมราชวงศ์หญิงมณีกานต์ เห็นความเศร้าจากใบหน้าของมารดาแม้จะไม่เข้าใจความหมายและไม่ทราบถึงสาเหตุแต่จิตใจดวงน้อยๆ ก็สอนให้แม่หนูวางตุ๊กตาที่อุ้มอยู่และเอื้อมมือเล็กๆ ไปโอบคอผู้เป็นมารดาแล้วแนบแก้มนิ่มยุ้ยลงกับแก้มมารดา กิริยานี้ทำให้หม่อมเทพินทร์ยิ้มอย่างตื้นตันและกระชับร่างเล็กๆ ไว้แน่น

"หญิงจ้ะ ตอนนี้แม่กำลังกลุ้มใจที่พี่นภของหญิงยังไม่กลับ หญิงไปสวดมนต์ขอพรให้พี่นภกลับมาอย่างปลอดภัยกับแม่มั้ยจ้ะ"

"ค่ะ" แม่หนูรับคำแล้วจับมือมารดาเข้าห้องพระ ตอนนี้หนูน้อยเริ่มรู้แล้วว่า อาการเศร้าหมองของหมองของแม่เกิดจากพี่นภไปขี่ม้ายังไม่กลับ ดังนั้นพออยู่หน้าหิ้งบูชา คุณหญิงตัวน้อยจึงประนมมือกลมป้อมแต้พร้อมก้มปะหลกๆ ตามมารดาและภาวนาในใจขอให้พี่นภกลับมาโดยเร็ว


กลิ่นควันไฟแสบจมูกจนคนที่นอนอยู่บนเสื่อผืนเก่าไม่อาจทนนอนต่อไปได้ต้องลุกขึ้นมาไอโขลกๆ ทำให้ชายวัยกลาคนที่กำลังหั่นเครือกล้วยอยู่ไม่ไกลนักหันมามอง เมื่อเห็นคนไอเอามือกุมหัวจึงละมือจากงานตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปหา

"ไง ไอ้หนูปวดกบาลล่ะสิ" เสียงห้าวทักดังจนคนบนเสื่อสะดุ้ง เมื่อเงยมองเห็นผู้ชายหน้าดุผิวทองแดงก็ให้แทบผงะ และกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่เมื่อเห็นชายตรงหน้านุ่งผ้าหยักรั้งสีเทาสั้นกุดเห็นกล้ามขาเป็นมัดดูน่ากลัว บวกกับมีดพร้าเล่มใหญ่ในมือ เด็กชายขยับตัวถอยหนีโดยไม่รู้ตัวพลางยิ้มเฝื่อนส่งให้ อีกฝ่ายก็ยิ้มแบบแยกเขี้ยวตอบโชว์ฟันสีดำคล้ำดูน่าสยอง คนถือพร้มเห็นปฏิกิริยาถอยผงะของเด็กตรงหน้าก็เงยหน้าหัวเราะก๊ากใหญ่

"เฮ้ย ไอ้เปี้ยก !! ข้าคนโว้ยไม่ใช่ผีห่าเอ็งจะได้กลัวลนขนาดนี้"

ฝ่าย 'ไอ้เปี้ยก' หรือหม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ แก้วกานต์ พอโดนกล่าวหาว่ากลัวจนลนก็เกิดอาการคอแข็งขึ้นมาทันที ไม่พอใจนักที่มีคนมาพูดจามึงมาพาโวยใส่ เพราะตั้งแต่จำความได้จนอายุ 14 ยังไม่เคยมีใครเรียกเขาโดยขึ้นต้นคำว่า 'ไอ้' มาก่อน จึงวางตัวให้สง่าขึ้นพลางพินิจชายตรงหน้าอย่างเร็วและถี่ถ้วน แล้วก็นึกเอะใจทรงผมที่ตัดรอบศีรษะจนเกรียนและไว้ผมกลางศีรษะเป็นพุ่มดูตลก และยังมีผ้าแดงคาดศีรษะไว้อีก แล้วก็ให้นึกประหวั่นว่าจะเป็นพวกโจรป่าดงรึเปล่า ถ้าเป็นจริงก็แปลว่าตอนนี้เขากำลังถูกจับเรียกค่าไถ่แน่ แต่ใจหนึ่งก็ค้านเพราะจำได้ว่าตนสลบบนผืนดินของแก้วกานต์ ซึ่งล้อมอาณาบริเวณไว้อย่างมั่นคงไม่น่าจะมีโจรไพรบุกเข้าไปเอาตัวเขาออกมาไว้กลางป่าอย่างนี้ได้ ขณะกำลังคิดหนักอยู่นั้นเสียงห้าวก็ดังขึ้น

"ข้าชื่อเผือก เข้ามาล่าสัตว์แถวนี้เผอิญเจอเอ็งนอนสลบอยู่ เห็นหัวแตกด้วยเลยช่วยทำแผลให้นี่ดีนะที่เมื่อคืนข้าผ่านมาทางนี้พอดีไม่งี้นเอ็งคงกลายเป็นอาหารพวกเสือสิงห์ไปแล้ว"

คุณชายนภสินธุ์เมื่อรับรู้ว่าโดนช่วยไว้ก็เริ่มมีไมตรีขึ้นมาบ้างจึงจะเอ่ยชื่อตัว แต่มาคิดอีกทีก็ยังไม่ค่อยไว้ใจชายชาวป่านักจึงละชื่อยศออกเหลือแต่ชื่อเล่น เผือกหัวเราะสำเนียงคำลงท้ายของเด็กชาย

"อุวะ ไอ้นบ ข้ามันคนป่าคนดงไม่รู้ว่าเค้าเปลี่ยนคำสร้อยเป็นครับกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ขอล่ะอยู่กับข้าลงสร้อยเหมือนเดิมเถอะวะ"

"คำลงสร้อยเดิม ?" คุณชายนภสินธุ์ทวนคำพร้อมตีหน้ายุ่ง แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ใส่ใจเท่าไหร่แล้วกลับตัวดินดุ่มๆ ไปทำงานที่ค้างไว้ต่อ เด็กชายก็เริ่มมองล่อกแล่กรอบตัว พบตัวเองกำลังนั่งอยู่บนเสื่อเก่าๆ ที่ปูไว้บนเพิงพักหลังเล็กที่มีแต่ตัวพื้นกับหลังคาทำหยาบๆ ห่างจากเพิงไปนิดหน่อยเห็นหม้อดินเผาวางต้มอยู่บนเตาไฟที่ทำจากหินวางทับๆ กันส่งควันฟุ้งจนกลายเป็นเครื่องไล่ยุงอย่างดี แล้วเริ่มมาสำรวจตัวเอง เห็นยังใส่ชุดจ็อกกี้อยู่แต่เสื้อสีเขียวขี่ม้าที่ทำจากผ้าเนื้อดีนั้นบัดนี้เปื้อนโคลนจนเป็นรอยด่างเป็นปื้นไปหมดรวมทั้งกางเกงสีน้ำตาลเข้มก็ด้วย ส่วนรองเท้าบู๊ตที่ยาวถึงเข่ากับถุงมือหนังนั้นถูกถอดออกและวางระเกะระกะบนพื้นดิน แล้วก็รู้สึกปวดหนึบที่หัวจึงเอามือคลำก็พบว่าถูกพันด้วยผ้าไว้อยู่ แล้วก็ให้นึกตำหนิตัวเอง ที่หลงตัวเกินไปจนไม่ยอมใส่หมวกกันไว้


เกือบย่ำค่ำชายบ้านป่าก็พาคุณชายนภสินธุ์มาถึงบ้านของเขา บ้านของเผือกในสายตาคุณชายอย่างนภสินธุ์ ดูยังไงก็น่าจะเป็นกะต๊อบเสียมากกว่า เพราะเป็นบ้านที่ผนังทำจากหญ้าแฝกและหลังคาใบจากใต้ถุนเตี้ย แต่บันไดชันจนเด็กชายต้องขึ้นในกิริยาที่เรียกว่า 'คลาน' เมื่อเห็นหญิงคราวป้าบนเรือน คุณชายน้อยก็ยิ่งเหงื่อตกกับผมที่ตัดสั้นแลลผู้ชายและห่มผ้าแถบกับนุ่งโจงกะเบนสีคล้ำ นั่งชันเข่าเคี้ยวหมากหยับๆ จนแดงเถือกไปทั้งปาก และที่สำคัญเท่าที่สายตาสอดส่องไปทั่วเรือนคุณชายยืนยันสายตาตัวเองได้เลยว่าไม่พบวัตถุสมัยใหม่อย่างไฟฉายหรือวิทยุเล็กๆ สักเครื่อง

'เราต้องฝันไปแน่ๆ เลย นภเอ๊ยรีบๆ ตื่นเข้าเถอะ' เด็กชายรีบเพิ่มขวัญให้ตัวเองอย่างเร่งด่วนและนึกภาวนาให้เป็นแค่ฝันพอตื่นก็จะเป็นห้องพักสมัยใหม่ที่มีเตียงน้องสาวๆ อยู่ข้างๆ หรือไม่ก็เป็นเพดานสีขาวของโรงพยาบาลก็ยังดีกว่าภาพตรงหน้ามากนัก

"อ้าวพี่เผือก ไอ้หนูนั่นน่ะใครน่ะดูแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าสิประหลาดดีนัก" หล่อนถามเมื่อเห็นเด็กชายหน้าจ๋องตัวเล็กๆ เดินตามผัวตัวเองเข้ามา

"ข้าเห็นมันนอนหัวแตกเลือดอาบอยู่กลางทางเลยช่วยไว้น่ะ" เขาตอบเมียขณะกำลังเอามีดพร้าแขวนไว้ข้างฝา "เรอะ โถไอ้หนูตัวแค่นี้นี่คงพลัดหลงกับพ่อแม่น่ะสิ ไหน เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าเห็นหน้าชัดๆ หน่อยสิวะ"

หนุ่มน้อยไม่ค่อยอยากเข้าไปใกล้ตามคำเรียกนั้นนักเพราะตั้งแต่เกิดมาก็ถูกสอนว่าผู้ดีที่แท้จริงนั้นไม่ควรหยามเหยียดและดูถูกคนที่ต่ำกว่า แต่ขณะเดียวกันด้วยฐานะที่เป็นอยู่ก็ไม่ควรยิ่งที่จะลดตัวทำสนิทกับคนฐานะต่ำกว่านัก ไม่เช่นนั้นจะโดนลามเอาได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปดีมั้ย แต่ก็คิดว่ายังไงพวกเขาก็เป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้จึงเดินเข่าเข้าไปหาและนั่งพับเพียบแต้อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นกิริยาสุภาพขนาดนั้นเมียเผือกก็อดอุทานไม่ได้

"อุแม่ ให้ตายเถอะพ่อนี่กิริยาน่าเอ็นดูเสียจริง" แล้วพินิจดูเรือนหน้าอย่างละเอียด คิ้วก็เริ่มมุ่น ด้วยเริ่มสงสัยบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา "เอาเถอะ ถ้าเอ็งเอ็นดูมันก็หาอะไรให้กันทีสิวะฟัก อ้ายนี่มันไม่ยอมกินตะกวดที่ช้าย่างให้ท้องเลยยังโล่งอยู่"

คุณชายน้อยเบือนหน้าหนีเมื่อนึกถึงตัวที่ลักษณะคล้ายตัวเงินตัวทองแล้วก็สมควรหรอกที่เขาจะกินไม่ลง หลังจากคะเนว่าเด็กชายหลับแล้วสองผัวเมียก็เข้าห้อง ฟักเริ่มพูดในสิ่งที่ตัวเองสงสัย "พี่เผือก พี่เห็นกับข้ารึเปล่าว่าพิวพรรณเจัาหนูนั่นมันดูผุดผาดผิดชาวบ้านนักนา"

หล่อนพูดไปกางมุ้งไปส่วนเผือกนั่งสูบยาอยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วย "ข้าก็เห็น และสงสัยตั้งแต่เห็นเสื้อผ้ามันแล้วดูยังไงมันก้เป็นชุดพวกขุนน้ำขุนนางชัดๆ ดูท่าจะหลายอัฐอยู่"

"เอ…หรือจะเป็นลูกท่านจริงๆ แต่ก็แปลก ข้าไม่เห็นได้ข่าวว่ามีขบวนขุนนางท่านใดผ่านแถวนี้เลยนี่นา ไม่มีแม้คาราวานพ่อค้า" ว่าแล้วพับชายมุ้งเข้าเสื่อ

"จริงสิพูดถึงพวกขุนนางแล้วนีกขึ้นมาได้ เรื่องเงินที่ยืมคุณหลวงมาเราจะทำไงดีวะฟัก ข้าคิดแล้วกลุ้มว่ะ ช่วงนี้หาหนังสัตว์ดีๆ ไปขายไม่ได้เลยแถมนี่ก็ใกล้กำหนดคืนแล้วด้วยสิ" พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งคู่ก็นั่งหน้าเครียดอยู่ครู่ใหญ่แล้วเหมือนฟักจะนึกอะไรขึ้นมาได้

"จริงสิพี่เผือก ไอ้หนูนั่นไง"

"ไอ้หนูมันทำไมวะ" แล้วก็ตาโต

"เฮ้ย หรือเอ็งคิดจะ…."

"ใช่พี่ ข้าคิดจะเอาไอ้หนูนั่นไปขัดดอกคุณหลวงท่านก่อน"

"เฮ้ย มันจะไม่งามนา ไอ้หนูนั่นลูกเต้าเหล่าใครเราก็ยังไม่รู้ แล้วขืนท่านสืบรู้ว่ามันเป็นลูกเจ้าลูกนายล่ะก็เมื่อนั้นแหละเงาหัวเราจะไม่มี"

"โธ่พี่เผือก ถ้ามันเป็นลูกเจ้าลูกนายจริงก็น่าจะบอกเราแล้ว นี่อะไรพอถามถึงโคตรเง้าก็ไม่ตอบพูดแต่ว่าตนชื่อนบ ถ้าเป็นพวกขุนนางจริงข้าว่าเป็นพวกขุนนางต้องทัณฑ์ซะมากกว่า ไม่งั้นเด็กตัวแค่นี้คงไม่กระเซอะกระเซิงมาแถวนี้คนเดียวหรอก อีกอย่างหน้าตาผิวพรรณเด็กนั่นงามยังก่ะอะไร นี่เผลอๆ ไม่ใช่แค่ขัดดอกอย่างเดียว คุณหลวงท่านอาจรับซื้อไว้เลยก็ได้" เผือกคร้านจะค้านผู้เป็นเมีย แม้จะไม่พอใจความคิดนี้นักแต่ก็ด้วยจนหนทางจึงเออออตาม ดังนั้นพอรุ่งสางทั้งคู่ก็พาคุณชายนภสินธุ์ไปเรือนคุณหลวง โดยอ้างว่าจะไปให้คุณหลวงช่วยสืบหาและพาไปส่งบ้านให้ ซึ่งเด็กชายก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะแม้จะเป็นลูกเจ้าและได้รับการสั่งสอนความรู้ต่างๆ มาแต่ก็ด้วยวัยวุฒิที่ยังอ่อนจึงไม่ทันต่อเล่ห์ของคนนัก แถมพอได้ยินว่าเป็นคุณหลวงก็กลับโล่งใจขึ้นด้วยซ้ำ เผือกชำเลืองมองเด็กที่เดินมาห่างๆ เห็นชมนกชมไม้อยู่โดยไม่ระแวงอะไรจิตสำนึกถึงความผิดชอบก็เริ่มทำให้วิตกและคิดหาข้อค้านเมีย

"ฟัก ข้ามาคิดดูนาถ้าเผื่อไอ้หนูมันเป็นคนของคุณหลวงท่านอยู่แล้ว และเผอิญหนีออกมาเที่ยวเล่นล่ะ เพราะขุนนางที่มาแถวนี้ก็มีแต่คุณหลวงท่าน ถ้าเราเอามันไปให้โดยขอขายนี่ไม่ก็ขัดดอก ข้าว่าเราต้องเจอตีตรวนแน่" คำพูดของเผือกทำให้ฟักเอะใจขึ้นมา

"เออจริงสิพี่ ข้าก็ลืมนึกไป" หล่อนหันรีหันขวาง "แล้วเราจะเอาไงดีล่ะ เอางี้ข้าจะถามไอ้หนูมันดูละกัน" แล้วหล่อนก็หันไปเรียกคุณชายนภ

"พ่อนบเอ๊ย ป้าถามอะไรหน่อยสิพ่อ" เด็กชายละสายตาจากดอกไม้รูปร่างแปลกหันไปหาคนเรียก "มีอะไรฮะป้า"

"เอ็งเป็นคนในปกครองของคุณหลวงวิชิตสงครามท่านรึเปล่า"

"หลวงวิชิตสงคราม ?" ทวนคำพร้อมขมวดคิ้ว "เอ เปล่าฮะผมไม่เคยแม้ได้ยิน ชื่อด้วยซ้ำ"

แล้วก็พยายามคิดถึงบรรดาเพื่อนของบิดามาราก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้ คำตอบนั้นทำให้หญิงวัยกลางคนยิ้มออก

"เออ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร ไปเราไปต่อเถอะ พ้นยอดทิวไม้โน่นก็เข้าเขตเรือนท่านแล้ว" แล้วหันไปหาเผือก

"โล่งอกยังพี่เผือก" ชายฉกรรจ์ไม่พูดอะไรแล้วออกเดินต่อ


เรือนคุณหลวงวิชิตสงครามเป็นเรือนทรงไทยแท้อย่างที่เขาเคยเห็นตามหนังสือเป๊ะ ทั้งใหญ่โตโอ่อ่าและจากที่มองเห็นก็สรุปได้ว่าสร้างจากไม้ทั้งหมด เพราะเรือนไทยตามต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพฯ โดยทั่วไปแม้จะสร้างด้วยไม้แต่ก็มักก่อปูนตรงฐานเรือน ไม่ก็เป็นพวกหลังคาสังกะสีหรือกระเบื้อง และที่สำคัญต้องมีแอร์ สิ่งที่ทำให้นภสินธุ์สนใจคือการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนตามชานเรือน ช่างเหมือนลุงเผือกกับป้าฟักเหลือเกิน และตั้งแต่เข้ามายังไม่เห็นเสาไฟสักต้นรวมทั้งไม่มีรถสักคันด้วย ซึ่งทำให้นึกแปลกใจนัก เพราะเรือนก็ออกใหญ่โตแถมยังเป็นถึงคุณหลวง ก็น่าจะรวยพอจะมีรถไว้สักคันแม้มอรเตอร์ไซค์ก็ยังดี แต่นี่ไม่มีเลย มีแต่คอกม้าที่กันไว้ทางด้านข้างห่างไปไกลพอควร

'เอ หรือว่าคุณหลวงอะไรนี่จะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมหว่า'

ทันใดเขาก็เหลียวขวับมองบนตัวเรือนด้วยความรู้สึกคล้ายถูกมอง เขาพยายามเพ่งมองแต่ก็ไม่พบอะไรจึงละความสนใจไปด้วยคิดว่าอุปทาน เขาเห็นผู้ช่วยชีวิตเข้าไปคุยอะไรกับคนที่ลงมาจากเรือนซึ่งการแต่งกายดูดีกว่าตรงที่อย่างน้อยก็ใส่เสื้อและนุ่งโจงกะเบนที่มีสีสันกว่าคนที่อยู่ตามสวน ฟักบอกให้เขานั่งคอยบนแคร่ห่างจากตัวเรือนพอสมควร ส่วนนางกับสามีไปคุยอะไรกับคนใหม่อยู่ครู่เห็นชี้มาทางเขา จากนั้นคนใหม่ก็ขึ้นเรือนไปพักหนึ่งก็ลงมาอีกคราวนี้ฟักกวักมือเรียกเขา บนเรือนค่อนข้างกว้างแบบเรือนไทย ตรงกลางเรือนมีต้นไม้ใหญ่ปลูกผ่ากลางบ้าน ทางเดินปูไม้ยาวเป็นรูปผืนผ้า รอบด้านเป็นพื้นยกสูงประมาณนั่งทิ้งขาสบายๆ

"พวกเอ็งรออยู่นี่ก่อนเดี๋ยวข้าจะไปเรียนคุณหลวงให้" คนที่นำพวกเขาขึ้นมาพูดแล้วละไป คุณชายนภสินธุ์เหลียวมองรอบตัวเห็นผู้หญิงหลายคนที่ท่าจะเป็นคนรับใช้ นั่งเช็ดแจกันปัดกวาดและนั่งร้อยมาลัยกันอยู่สามสี่คน ซึ่งแต่ละคนแต่งกายแบบเดียวกันคือคาดผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มนุ่งโจงกะเบนสีเปลือกไม้ ที่สะดุดตาคือทรงผมที่ยังคงไว้สั้นเหมือนทรงลานบินซึ่งดูตลกนักสำหรับผู้หญิง

'ผู้ชายยังไม่เท่าไหร่แต่ผู้หญิงนี่สิ ที่จริงแมัจะจ้างเงินเดือนแพงยังไงก็ไม่น่ามีผู้หญิงคนไหนลงทุนไว้ผมสั้นกุดขนาดนี้นา แถมยังแต่งตัวโป๊อีก จะว่าไปนี่ขนาดบนบ้านยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแม้หลอดไฟสักดวงเลยแฮะ ดูท่าคุณหลวงนี่จะรักของโบราณจัด ถึงได้กำหนดเครื่องแต่งตัวและทรงผมคนรับใช้ถึงขนาดนี้"

แล้วสายตาเขาก็เบนไปจับผู้ชายท่าทางสง่าคนหนึ่งเดินนำหน้าคนที่นำเขาขึ้นมา ซึ่งคนเดินตามค่อมตัวเล็กน้อย เมื่อเขานั่งลงเผือกกับฟักก็ก้มไหว้ในกิริยาที่เกือบจะเรียกว่าหมอบ ทำเอาเด็กชายเบ้ปากนิดหน่อยด้วยความหมั่นไส้ชายหนุ่มที่นั่งทำท่าขึงขังคนนั้นยิ่งนัก

'ไอ้หมอนี่ข่มคนชะมัด'

"นี่ไอ้เปี้ยก ทำไมเอ็งไม่กราบท่านวะ !" คนที่นำเขาขึ้นมาตะโกนว่า คุณชายน้อยฉุนกึก คิดอยากด่าตอบอยู่รำไรว่าเขานี่แหละเจ้าตัวจริงแล้วเรื่องอะไรต้องไปก้มกราบไอ้คุณหลวงที่ยศต่ำกว่าด้วยฟะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาหากจ้องตาคมปลาบที่มองมาอยู่แล้วตอบโดยไม่เกรง

"ไอ้ไพร่ !"

ชายวัยกลางคนทำท่าลุกขึ้นทำเอาเผือกกับฟักตัวสั่นงกๆ จะเหลียวมองเด็กที่เอามาด้วยก็ไม่กล้า คุณหลวงยกมือปราม

"ไม่เป็นไร" เสียงนุ่มเอ่ยห้ามเบาๆ โดยยังไม่ละตาจากดวงตาดำเข้าที่เขม่นมองมา "ไหนอ้ายเผือก เอ็งว่าจะเอาอ้าวหนูนี่มาขายข้าโดยขอราคาเท่ากับที่ติดอยู่งั้นรึ"

เด็กหนุ่มหูผึ่งกับคำว่าขายจึงตะโกนโหวกเหวกขึ้น "ไหนใครจะขายใครไม่ทราบ ! นี่พูดให้ดีๆ นะคุณ นี่คนนะไม่ใช่วัวควายจะมาซื้อขายกันน่ะ นี่มันยุคไหนกันแล้วไม่มีแล้วไอ้ขายคนยังก่ะทาสน่ะ !!"

ฟักตาเหลือกรีบก้มหัวขอโทษชายหนุ่มปะหลกๆ ขณะที่เผือกรีบเผ่นเข้าจับตัวเด็กชายที่กำลังอาละวาดไว้ ส่วนทนายหน้าหอของชายหนุ่มก็ตะโกนเรียกบ่าวขึ้นมาช่วยจับอีกแรง ผลสุดท้ายคุณชายนภสินธุ์ก็โดนจับมัดและโดนกดจนหน้าแนบพื้น เด็กชายพยายามขืนตัวแต่ก็โดนจับกดหัวจนขยับไม่ได้ ได้แต่กัดฟันและเขม่นมองเท้าผู้มีศักดิ์เป็นคุณหลวงอย่างแค้นๆ แถมยังเริ่มปวดแผลที่ศีรษะขึ้นมาอีก ฟักกลัวจนแทบเป็นลมส่วนเผือกหมอบจนหัวติดพื้นตัวสั่นพั่บๆ พูดแต่ว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับเด็กนี่ ขณะที่ชายหนุ่มมองเด็กตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย

"อ้ายเผือก" แม้เสียงจะราบเรียบแต่ก็เล่นเอาเผือกสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"โอย ได้โปรดเถอะขอรับท่าน กระผมไม่รู้จักมันจริงๆ เห็นมันนอนหัวแตกอยู่ชายทุ่งเลยช่วยไว้ ด้วยความสัตย์ขอรับท่าน กระผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมันเลยจริงๆ"

เสียงสั่นพร่าด้วยความกลัว ทำให้ชายหนุ่มแย้มยิ้มออกมานิดนึง "ไม่ต้องกลัวไปดอกอ้ายเผือก ข้าไม่ได้จะติเอ็งแต่จะขอซื้อตัวมันต่างหาก ข้าจะยกเลิกหนี้เก่าและยังจะเพิ่มให้อีกเป็นค่าตัวเจ้าเด็กนี่" ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงนุ่มบอกความเมตตา ส่วนฟักพอได้ยินเรื่องค่าตัวก็หายกลัวเป็นปลิดทิ้ง

"จะ จริงหรือเจ้าคะ" ย้ำเพื่อความแน่ใจ

"ไอ้บ้า บอกแล้วไงว่าคนอย่ามาทำเป็นซื้อขายกันอย่างนี้นะ !! ยัยแก่อย่าให้รอดไปได้นะจะแจ้งตำรวจมาจับให้หมดเลย !!" เด็กหนุ่มตะโกนแทรกขึ้นมา ชายที่คร่อมอยู่จึงจับไหล่เล็กกดพื้นอย่างแรงจนต้องร้องโอย

"ท้าย"หันไปเรียกทนายหน้าหอที่นั่งเบื้องอยู่ด้านหลัง "ขอรับ"

"ไปเบิกมา 1 ชั่งสำหรับค่าตัวไอ้หนูมัน"

"หา หนะ..หนึ่งชั่ง…" สองผัวเมียเสียงสั่นด้วยความดีใจ ท้ายแย้งเบาๆ

"คุณใหญ่ขอรับกระผมเกรงว่าราคามันออกจะมากเกินสำหรับไอ้เด็กไร้สัมมาคารวะอยู่นะขอรับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ขณะมองไปยังร่างเล็ก

"ไม่ได้ยินที่ข้าบอกรึ" นี่คือประกาศิตที่ท้ายไม่อาจขัดได้จึงลุกไปทำตามคำสั่ง


จันทร์เสี้ยวโค้งดั่งปิ่นพระศิวะลอยเด่นอยู่หว่างหมู่ดาว ลมราตรีโชยเอื่อยผ่านเข้าห้องนอนขนาดเล็กทีมีเพียงเตียงเก้าอี้หนึ่งตัวกับหีบใส่เสื้อผ้า บนเตียงเล็กที่ตั้งกลางห้องมีร่างเล็กๆ ของเด็กชายที่ยังไม่แตกพานดีและมีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันรอบศีรษะนอนหลับอยู่อย่างสบายอารมณ์ เสียงกรนเบาๆ แสดงถึงการหลับสนิท

"เป็นอย่างไรบ้างช้อย" เสียงนุ่มดังขึ้นหลังจากเห็นหล่อนกำลังปิดประตูห้องเล็กอยู่ หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมหันมามองนายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง

"หลับสนิทเลยเจ้าค่ะ มีอาการดื้อบ้างแต่คงเพราะระบมแผลน่ะเจ้าค่ะถึงได้หมดฤทธิ์ แหมทำให้อิฉันคิดถึงคุณเล็กขึ้นมาเชียว" ช้อยรายงานผู้เป็นนาย

ชายหนุ่มพอได้ยินคำรายงานก็ยิ้มขำ "ก็สมควรจะระบมอยู่หรอก ข้าได้ยินเสียงตอนมันอาละวาดแล้วก็อดนึกถึงเจ้าเล็กตอนเฮี้ยวขึ้นมาเหมือนกัน แต่ช้อยคงเห็นเหมือนข้าสินะว่าไอ้เด็กนั่นมันไม่ใช่ไพร่"

"เห็นอยู่เจ้าค่ะ งามทั้งผิวทั้งรูปแถมเสื้อที่ใส่ผ้ายังเนื้อแปลกๆ ด้วยนะเจ้าคะ"

"ช้อยนี่เก่งกว่าท้ายอีกนะ อ้ายนั่นมันบอกว่าชั่วหนึ่งมากเกิน หึ…ตาต่ำเสียจริง เห็นทีต้องลดตำแหน่งมันเสียเข้าสักวันล่ะ" หล่อนหน้าแดงหัวเราะคิก

"แหมคุณใหญ่ก็ สงสารอ้ายท้ายมันแย่เลยเจ้าค่ะ"

"ช้อย"

"เจ้าคะ"

"พรุ่งนี้บอกบ่าวหญิงเตรียมเสบียงให้ดี ข้าลาราชการได้เดือนหนึ่งมะรืนจะกลับกรุงเทพฯ"


สิ้นกาล ที่ ๑

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9