|
เพลงกาล
กาลที่
๑
พุทธศักราช2538
"ครืนๆ" เสียงฟ้าคำรามมาพร้อมเมฆทะมึนและลมซู่ใหญ่
ไม้ใหญ่เอนลู่ลมกิ่งก้านพลิ้วไปมาดูราวมือปีศาจที่เอื้อมมาบนผืนดินอย่างน่าสะพรึง
นกน้อยตัวหนึ่งพยายามกระพือปีกเล็กๆ อย่างเต็มที่เพื่อจะโผเข้าสู่รังแต่ก็ถูกลมกรรโชกพักจนเสียหลักไปหลายหน
บนทุ่งกว้าง เด็กน้อยผู้หนึ่งควบม้าทะยานผ่านผืนฟาร์มกว้างอย่างรีบเร่งด้วยกลัวอิทธิพลลมฟ้าที่กำลังพัดมาจากด้านหลัง
แต่ด้วยความยังไม่ชำนาญในการบังคับนักคู่กับม้าสูงใหญ่เกินอายุจึงทำให้เกือบตกจากหลังหลายหน
เปรี้ยง !! เสียงอสุนิบาตดังก้องพร้อมประกายแสงคล้ายเบ่งอำนาจของมัน
เสียวปลาบเข้าไปถึงขั้วเพราะมันทำให้ม้าที่กำลังพยายามบังคับอยู่ตกใจจนมันยกขาหน้าขึ้นสูง
ทำเอาเด็กชายหวิดจะตกอยู่รอมร่อ และกระโจนไปข้างหน้าอย่างเร็ว
เด็กน้อยหลับตาปี๋พลางนึกบทสวดมนต์ทีมาราเคยคะยั้นคะยอให้หัดสวดนักหนาด้วยเริ่มเกรงต่ออำนาจสายฟ้า
เพราะขณะนี้มีแต่ตนกับม้าตัวโปรดเท่านั้น ที่กระโจนเด่นอยู่กลางทุ่งหญ้าซึ่งเป็นสิ่งล่อสายฟ้า
ได้อย่างดีทีเดียว ทันใดก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้จึงพยายามถอดนาฬิกาเงินราคาเรือนแสนทิ้งเพราะเริ่มตระหนักว่าเงินเป็นสิ่งล่อสายอัสนีด้วยเช่นกัน
แต่ด้วยความกระเทือนจากกำลังของม้าเปรียว
บวกกับความยังเป็นมือใหม่ในการขี่ม้าทำให้การถอดเป็นไปได้ยากพอควร
เพราะต้องบังคับม้าที่กำลังตื่นไปพร้อมกันแถมยังถุงมือที่เพิ่มความเทอะทะนั่นอีก
พอดีกับที่เมฆฝนเริ่มแผ่บริเวณมาถึงตนพร้อมสายฝนที่เริ่มลงเม็ด
บรรยากาศรอบด้านมืดลงอย่างรวดเร็ว หยาดฝนเม็ดใหญ่ตกซู่ลงปะทะใบหน้าผสมกับความเย็นของลมเป็นเหตุ
ให้แว่นกันลมที่สวมอยู่เริ่มจับฝ้าจนมองแทบไม่เห็นสายนาฬิกาหรือแม้แต่ทางด้านหน้า
แต่ในที่สุดเขาก็ถอดนาฬิกาจนได้และขว้างทิ้งอย่างไม่ไยดี
ทันใดนั้นสายฟ้าจากขวานรามสูรก็ฟาดเขากับโลหะเงินทำให้ม้าตกใจและสะบัดอย่างแรง
เด็กชายหมดแรงเหนี่ยวสายบังเหียนจึงเสียหลักหล่นลงสู่พื้นหญ้า
เด็กน้อยในชุดขี่ม้าครางฮือด้วยความรู้สึกปวดหนึบไปทั่วตัว ดวงตาหรี่ปรือ
พยายามมองหาม้าที่ขี่อยู่เห็นมันวิ่งเตลิดไป เขาพยายามขยับตัวแต่ก็มีแต่ความปวดที่แล่นจี๊ดพร้อมกับสติที่ค่อยๆ
เลือนลง สุดท้ายก่อนจะหมดสติไปเขารับรู้ถึงอ้อมแขนใครบางคนที่อุ้มเขาขึ้นและสิ่งสุดท้ายที่แว่วเข้ามาในโสตประสาทคือกังวานเสียงนุ่มพูดอะไรบางอย่างเบาๆ
และเสียงห้าวก็ตะโกนโหวกเหวกขึ้น
..
ณ วังวสันต์ของหม่อมเจ้าชายรังสิมันตุ์
แก้วกานต์ หม่อมเทพินทร์ แก้วกานต์กำลังกระวนกระวายชะเง้อชะแง้มองไปทางประตูวังอย่างเป็นกังวลถึงบุตรคนกลางที่ยังไม่กลับ
หม่อมเทพินทร์คงไม่กระวนกระวายถึงขนาดนี้ถ้าไม่มีพายุใหญ่อย่างที่กำลังเป็นอยู่
และยิ่งใจเสียเพราะทราบดีว่าฝีมือการบังคับม้าของผู้เป็นบุตรนั้นยังเป็นแค่ผู้ฝึกหัดแถมยังดื้อขี่ม้าที่ใหญ่เกินตัวอีก
แล้วแลมองไปยังสวามีที่นั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟาตัวเขื่อง ท่านชายรังสิมันตุ์สบตาผู้เป็นเอกภริยา
"ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้หรอกจ้ะพิน
ต้องรอให้พายุสงบกว่านี้ก่อนแล้วพี่จะส่งคนตามทันที"
"รอพายุสงบ พายุนี่มาตั้งเกือบ
4 ชั่วโมงแล้วนะคะ ! แถมตอนนี้ก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว ถ้ารอให้นานกว่านี้พินเกรงว่านภจะ
."
คำพูดต่อไปชะงักอยู่แค่นั้นด้วยไม่อยากกล่าวคำที่เหมือนเป็นการแช่งลูกด้วยระลึกได้ว่าคำพูดพ่อแม่ย่อมศักดิ์สิทธิ์ต่อลูกเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นคำอวยพรหรือคำบริภาษก็ตามที แล้วทรุดลงนั่งบนเก้าอี้เล็กใกล้ผู้เป็นสามีพร้อมหยาดน้ำคลออยู่ในคลองจักษุ
จ้องไปเบื้องนอกอย่างพยายามระงับอารมณ์ ท่านชายจับมือนุ่มที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยมากุมแล้วบีบเบาๆ
"ไม่จ้ะพิน จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนภเด็ดขาด"
ท่านชายพูดเน้นหนักทั้งปลอบใจภริยาและย้ำกับองค์เองไปใน ตัว
"พินไม่ต้องกังวลนะจ้ะ บางทีตอนนี้ชายนภอาจหยุดหลบฝนอยู่ที่ไหนสักแห่งในฟาร์มของเราก็ได้"
หม่อมเทพินทร์ยังคงมองเหม่อไปยังประตูวัง
แต่ก็เอื้อมมืออีกข้างวางทาบบนมือใหญ่ "ถ้าจริงก็ดี
.พินขอตัวไปห้องพระนะคะ
จะสวดภาวนาขอให้พระท่านคุ้มครองลูก"
"จ้ะ แล้วพี่จะรอนภเอง"
แล้วหม่อมเทพินทร์ก็ผละไป ขณะกำลังเข้าห้องพระเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง
"ท่านแม่ขา" เสียงใสๆ
จากเด็กหญิงตัวน้อยวัย 7 ขวบที่ยืนกอดตุ๊กตาหนูตัวเกอบเท่าคนอุ้มเรียกรอยยิ้มหยักรั้งขึ้นที่มุมปากของมารดา
"หญิงยังไม่นอนอีกเหรอจ้ะ"
พูดพลางเดินเข้าไปโอบร่างเล็กเข้าไว้ในอ้อมแขนแล้วจุมพิตที่แก้มยุ้ยทีหนึ่งอย่างรักใคร
่ "หญิงกลัวฟ้าร้องค่ะท่านแม่
ฟ้าร้องน่ากล๊ว น่ากลัว มันดังมากจนหญิงนอนไม่หลับเลย หญิงเลยตื่น
แต่เห็นเตียงพี่นภว่างหญิงกลัวเลยออกมาตามพี่นภ"
ยิ่งได้ยินบุตรีเรียกชื่อลูกคนกลาง
ความเป็นห่วงรวมทั้งกังวลก็แล่นจับไปถึงจิต ทำให้ดวงตางามขำเริ่มแดงเรื่อขึ้น
หญิงหรือหม่อมราชวงศ์หญิงมณีกานต์ เห็นความเศร้าจากใบหน้าของมารดาแม้จะไม่เข้าใจความหมายและไม่ทราบถึงสาเหตุแต่จิตใจดวงน้อยๆ
ก็สอนให้แม่หนูวางตุ๊กตาที่อุ้มอยู่และเอื้อมมือเล็กๆ ไปโอบคอผู้เป็นมารดาแล้วแนบแก้มนิ่มยุ้ยลงกับแก้มมารดา
กิริยานี้ทำให้หม่อมเทพินทร์ยิ้มอย่างตื้นตันและกระชับร่างเล็กๆ
ไว้แน่น
"หญิงจ้ะ ตอนนี้แม่กำลังกลุ้มใจที่พี่นภของหญิงยังไม่กลับ
หญิงไปสวดมนต์ขอพรให้พี่นภกลับมาอย่างปลอดภัยกับแม่มั้ยจ้ะ"
"ค่ะ" แม่หนูรับคำแล้วจับมือมารดาเข้าห้องพระ
ตอนนี้หนูน้อยเริ่มรู้แล้วว่า อาการเศร้าหมองของหมองของแม่เกิดจากพี่นภไปขี่ม้ายังไม่กลับ
ดังนั้นพออยู่หน้าหิ้งบูชา คุณหญิงตัวน้อยจึงประนมมือกลมป้อมแต้พร้อมก้มปะหลกๆ
ตามมารดาและภาวนาในใจขอให้พี่นภกลับมาโดยเร็ว
กลิ่นควันไฟแสบจมูกจนคนที่นอนอยู่บนเสื่อผืนเก่าไม่อาจทนนอนต่อไปได้ต้องลุกขึ้นมาไอโขลกๆ
ทำให้ชายวัยกลาคนที่กำลังหั่นเครือกล้วยอยู่ไม่ไกลนักหันมามอง
เมื่อเห็นคนไอเอามือกุมหัวจึงละมือจากงานตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปหา
"ไง ไอ้หนูปวดกบาลล่ะสิ"
เสียงห้าวทักดังจนคนบนเสื่อสะดุ้ง เมื่อเงยมองเห็นผู้ชายหน้าดุผิวทองแดงก็ให้แทบผงะ
และกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่เมื่อเห็นชายตรงหน้านุ่งผ้าหยักรั้งสีเทาสั้นกุดเห็นกล้ามขาเป็นมัดดูน่ากลัว
บวกกับมีดพร้าเล่มใหญ่ในมือ เด็กชายขยับตัวถอยหนีโดยไม่รู้ตัวพลางยิ้มเฝื่อนส่งให้
อีกฝ่ายก็ยิ้มแบบแยกเขี้ยวตอบโชว์ฟันสีดำคล้ำดูน่าสยอง คนถือพร้มเห็นปฏิกิริยาถอยผงะของเด็กตรงหน้าก็เงยหน้าหัวเราะก๊ากใหญ่
"เฮ้ย ไอ้เปี้ยก !! ข้าคนโว้ยไม่ใช่ผีห่าเอ็งจะได้กลัวลนขนาดนี้"
ฝ่าย 'ไอ้เปี้ยก' หรือหม่อมราชวงศ์นภสินธุ์
แก้วกานต์ พอโดนกล่าวหาว่ากลัวจนลนก็เกิดอาการคอแข็งขึ้นมาทันที
ไม่พอใจนักที่มีคนมาพูดจามึงมาพาโวยใส่ เพราะตั้งแต่จำความได้จนอายุ
14 ยังไม่เคยมีใครเรียกเขาโดยขึ้นต้นคำว่า 'ไอ้' มาก่อน จึงวางตัวให้สง่าขึ้นพลางพินิจชายตรงหน้าอย่างเร็วและถี่ถ้วน
แล้วก็นึกเอะใจทรงผมที่ตัดรอบศีรษะจนเกรียนและไว้ผมกลางศีรษะเป็นพุ่มดูตลก
และยังมีผ้าแดงคาดศีรษะไว้อีก แล้วก็ให้นึกประหวั่นว่าจะเป็นพวกโจรป่าดงรึเปล่า
ถ้าเป็นจริงก็แปลว่าตอนนี้เขากำลังถูกจับเรียกค่าไถ่แน่ แต่ใจหนึ่งก็ค้านเพราะจำได้ว่าตนสลบบนผืนดินของแก้วกานต์
ซึ่งล้อมอาณาบริเวณไว้อย่างมั่นคงไม่น่าจะมีโจรไพรบุกเข้าไปเอาตัวเขาออกมาไว้กลางป่าอย่างนี้ได้
ขณะกำลังคิดหนักอยู่นั้นเสียงห้าวก็ดังขึ้น
"ข้าชื่อเผือก เข้ามาล่าสัตว์แถวนี้เผอิญเจอเอ็งนอนสลบอยู่
เห็นหัวแตกด้วยเลยช่วยทำแผลให้นี่ดีนะที่เมื่อคืนข้าผ่านมาทางนี้พอดีไม่งี้นเอ็งคงกลายเป็นอาหารพวกเสือสิงห์ไปแล้ว"
คุณชายนภสินธุ์เมื่อรับรู้ว่าโดนช่วยไว้ก็เริ่มมีไมตรีขึ้นมาบ้างจึงจะเอ่ยชื่อตัว
แต่มาคิดอีกทีก็ยังไม่ค่อยไว้ใจชายชาวป่านักจึงละชื่อยศออกเหลือแต่ชื่อเล่น
เผือกหัวเราะสำเนียงคำลงท้ายของเด็กชาย
"อุวะ ไอ้นบ ข้ามันคนป่าคนดงไม่รู้ว่าเค้าเปลี่ยนคำสร้อยเป็นครับกันตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ขอล่ะอยู่กับข้าลงสร้อยเหมือนเดิมเถอะวะ"
"คำลงสร้อยเดิม ?" คุณชายนภสินธุ์ทวนคำพร้อมตีหน้ายุ่ง
แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ใส่ใจเท่าไหร่แล้วกลับตัวดินดุ่มๆ ไปทำงานที่ค้างไว้ต่อ
เด็กชายก็เริ่มมองล่อกแล่กรอบตัว พบตัวเองกำลังนั่งอยู่บนเสื่อเก่าๆ
ที่ปูไว้บนเพิงพักหลังเล็กที่มีแต่ตัวพื้นกับหลังคาทำหยาบๆ ห่างจากเพิงไปนิดหน่อยเห็นหม้อดินเผาวางต้มอยู่บนเตาไฟที่ทำจากหินวางทับๆ
กันส่งควันฟุ้งจนกลายเป็นเครื่องไล่ยุงอย่างดี แล้วเริ่มมาสำรวจตัวเอง
เห็นยังใส่ชุดจ็อกกี้อยู่แต่เสื้อสีเขียวขี่ม้าที่ทำจากผ้าเนื้อดีนั้นบัดนี้เปื้อนโคลนจนเป็นรอยด่างเป็นปื้นไปหมดรวมทั้งกางเกงสีน้ำตาลเข้มก็ด้วย
ส่วนรองเท้าบู๊ตที่ยาวถึงเข่ากับถุงมือหนังนั้นถูกถอดออกและวางระเกะระกะบนพื้นดิน
แล้วก็รู้สึกปวดหนึบที่หัวจึงเอามือคลำก็พบว่าถูกพันด้วยผ้าไว้อยู่
แล้วก็ให้นึกตำหนิตัวเอง ที่หลงตัวเกินไปจนไม่ยอมใส่หมวกกันไว้
เกือบย่ำค่ำชายบ้านป่าก็พาคุณชายนภสินธุ์มาถึงบ้านของเขา
บ้านของเผือกในสายตาคุณชายอย่างนภสินธุ์ ดูยังไงก็น่าจะเป็นกะต๊อบเสียมากกว่า
เพราะเป็นบ้านที่ผนังทำจากหญ้าแฝกและหลังคาใบจากใต้ถุนเตี้ย
แต่บันไดชันจนเด็กชายต้องขึ้นในกิริยาที่เรียกว่า 'คลาน' เมื่อเห็นหญิงคราวป้าบนเรือน
คุณชายน้อยก็ยิ่งเหงื่อตกกับผมที่ตัดสั้นแลลผู้ชายและห่มผ้าแถบกับนุ่งโจงกะเบนสีคล้ำ
นั่งชันเข่าเคี้ยวหมากหยับๆ จนแดงเถือกไปทั้งปาก และที่สำคัญเท่าที่สายตาสอดส่องไปทั่วเรือนคุณชายยืนยันสายตาตัวเองได้เลยว่าไม่พบวัตถุสมัยใหม่อย่างไฟฉายหรือวิทยุเล็กๆ
สักเครื่อง
'เราต้องฝันไปแน่ๆ เลย
นภเอ๊ยรีบๆ ตื่นเข้าเถอะ' เด็กชายรีบเพิ่มขวัญให้ตัวเองอย่างเร่งด่วนและนึกภาวนาให้เป็นแค่ฝันพอตื่นก็จะเป็นห้องพักสมัยใหม่ที่มีเตียงน้องสาวๆ
อยู่ข้างๆ หรือไม่ก็เป็นเพดานสีขาวของโรงพยาบาลก็ยังดีกว่าภาพตรงหน้ามากนัก
"อ้าวพี่เผือก ไอ้หนูนั่นน่ะใครน่ะดูแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าสิประหลาดดีนัก"
หล่อนถามเมื่อเห็นเด็กชายหน้าจ๋องตัวเล็กๆ เดินตามผัวตัวเองเข้ามา
"ข้าเห็นมันนอนหัวแตกเลือดอาบอยู่กลางทางเลยช่วยไว้น่ะ"
เขาตอบเมียขณะกำลังเอามีดพร้าแขวนไว้ข้างฝา "เรอะ โถไอ้หนูตัวแค่นี้นี่คงพลัดหลงกับพ่อแม่น่ะสิ
ไหน เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าเห็นหน้าชัดๆ หน่อยสิวะ"
หนุ่มน้อยไม่ค่อยอยากเข้าไปใกล้ตามคำเรียกนั้นนักเพราะตั้งแต่เกิดมาก็ถูกสอนว่าผู้ดีที่แท้จริงนั้นไม่ควรหยามเหยียดและดูถูกคนที่ต่ำกว่า
แต่ขณะเดียวกันด้วยฐานะที่เป็นอยู่ก็ไม่ควรยิ่งที่จะลดตัวทำสนิทกับคนฐานะต่ำกว่านัก
ไม่เช่นนั้นจะโดนลามเอาได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปดีมั้ย
แต่ก็คิดว่ายังไงพวกเขาก็เป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้จึงเดินเข่าเข้าไปหาและนั่งพับเพียบแต้อยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นกิริยาสุภาพขนาดนั้นเมียเผือกก็อดอุทานไม่ได้
"อุแม่ ให้ตายเถอะพ่อนี่กิริยาน่าเอ็นดูเสียจริง"
แล้วพินิจดูเรือนหน้าอย่างละเอียด คิ้วก็เริ่มมุ่น ด้วยเริ่มสงสัยบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"เอาเถอะ ถ้าเอ็งเอ็นดูมันก็หาอะไรให้กันทีสิวะฟัก อ้ายนี่มันไม่ยอมกินตะกวดที่ช้าย่างให้ท้องเลยยังโล่งอยู่"
คุณชายน้อยเบือนหน้าหนีเมื่อนึกถึงตัวที่ลักษณะคล้ายตัวเงินตัวทองแล้วก็สมควรหรอกที่เขาจะกินไม่ลง
หลังจากคะเนว่าเด็กชายหลับแล้วสองผัวเมียก็เข้าห้อง ฟักเริ่มพูดในสิ่งที่ตัวเองสงสัย
"พี่เผือก พี่เห็นกับข้ารึเปล่าว่าพิวพรรณเจัาหนูนั่นมันดูผุดผาดผิดชาวบ้านนักนา"
หล่อนพูดไปกางมุ้งไปส่วนเผือกนั่งสูบยาอยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วย
"ข้าก็เห็น และสงสัยตั้งแต่เห็นเสื้อผ้ามันแล้วดูยังไงมันก้เป็นชุดพวกขุนน้ำขุนนางชัดๆ
ดูท่าจะหลายอัฐอยู่"
"เอ
หรือจะเป็นลูกท่านจริงๆ
แต่ก็แปลก ข้าไม่เห็นได้ข่าวว่ามีขบวนขุนนางท่านใดผ่านแถวนี้เลยนี่นา
ไม่มีแม้คาราวานพ่อค้า" ว่าแล้วพับชายมุ้งเข้าเสื่อ
"จริงสิพูดถึงพวกขุนนางแล้วนีกขึ้นมาได้
เรื่องเงินที่ยืมคุณหลวงมาเราจะทำไงดีวะฟัก ข้าคิดแล้วกลุ้มว่ะ
ช่วงนี้หาหนังสัตว์ดีๆ ไปขายไม่ได้เลยแถมนี่ก็ใกล้กำหนดคืนแล้วด้วยสิ"
พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งคู่ก็นั่งหน้าเครียดอยู่ครู่ใหญ่แล้วเหมือนฟักจะนึกอะไรขึ้นมาได้
"จริงสิพี่เผือก ไอ้หนูนั่นไง"
"ไอ้หนูมันทำไมวะ" แล้วก็ตาโต
"เฮ้ย หรือเอ็งคิดจะ
."
"ใช่พี่ ข้าคิดจะเอาไอ้หนูนั่นไปขัดดอกคุณหลวงท่านก่อน"
"เฮ้ย มันจะไม่งามนา ไอ้หนูนั่นลูกเต้าเหล่าใครเราก็ยังไม่รู้
แล้วขืนท่านสืบรู้ว่ามันเป็นลูกเจ้าลูกนายล่ะก็เมื่อนั้นแหละเงาหัวเราจะไม่มี"
"โธ่พี่เผือก ถ้ามันเป็นลูกเจ้าลูกนายจริงก็น่าจะบอกเราแล้ว
นี่อะไรพอถามถึงโคตรเง้าก็ไม่ตอบพูดแต่ว่าตนชื่อนบ ถ้าเป็นพวกขุนนางจริงข้าว่าเป็นพวกขุนนางต้องทัณฑ์ซะมากกว่า
ไม่งั้นเด็กตัวแค่นี้คงไม่กระเซอะกระเซิงมาแถวนี้คนเดียวหรอก
อีกอย่างหน้าตาผิวพรรณเด็กนั่นงามยังก่ะอะไร นี่เผลอๆ ไม่ใช่แค่ขัดดอกอย่างเดียว
คุณหลวงท่านอาจรับซื้อไว้เลยก็ได้" เผือกคร้านจะค้านผู้เป็นเมีย
แม้จะไม่พอใจความคิดนี้นักแต่ก็ด้วยจนหนทางจึงเออออตาม ดังนั้นพอรุ่งสางทั้งคู่ก็พาคุณชายนภสินธุ์ไปเรือนคุณหลวง
โดยอ้างว่าจะไปให้คุณหลวงช่วยสืบหาและพาไปส่งบ้านให้ ซึ่งเด็กชายก็ไม่ได้เอะใจอะไร
เพราะแม้จะเป็นลูกเจ้าและได้รับการสั่งสอนความรู้ต่างๆ มาแต่ก็ด้วยวัยวุฒิที่ยังอ่อนจึงไม่ทันต่อเล่ห์ของคนนัก
แถมพอได้ยินว่าเป็นคุณหลวงก็กลับโล่งใจขึ้นด้วยซ้ำ เผือกชำเลืองมองเด็กที่เดินมาห่างๆ
เห็นชมนกชมไม้อยู่โดยไม่ระแวงอะไรจิตสำนึกถึงความผิดชอบก็เริ่มทำให้วิตกและคิดหาข้อค้านเมีย
"ฟัก ข้ามาคิดดูนาถ้าเผื่อไอ้หนูมันเป็นคนของคุณหลวงท่านอยู่แล้ว
และเผอิญหนีออกมาเที่ยวเล่นล่ะ เพราะขุนนางที่มาแถวนี้ก็มีแต่คุณหลวงท่าน
ถ้าเราเอามันไปให้โดยขอขายนี่ไม่ก็ขัดดอก ข้าว่าเราต้องเจอตีตรวนแน่"
คำพูดของเผือกทำให้ฟักเอะใจขึ้นมา
"เออจริงสิพี่ ข้าก็ลืมนึกไป"
หล่อนหันรีหันขวาง "แล้วเราจะเอาไงดีล่ะ เอางี้ข้าจะถามไอ้หนูมันดูละกัน"
แล้วหล่อนก็หันไปเรียกคุณชายนภ
"พ่อนบเอ๊ย ป้าถามอะไรหน่อยสิพ่อ"
เด็กชายละสายตาจากดอกไม้รูปร่างแปลกหันไปหาคนเรียก "มีอะไรฮะป้า"
"เอ็งเป็นคนในปกครองของคุณหลวงวิชิตสงครามท่านรึเปล่า"
"หลวงวิชิตสงคราม ?" ทวนคำพร้อมขมวดคิ้ว
"เอ เปล่าฮะผมไม่เคยแม้ได้ยิน ชื่อด้วยซ้ำ"
แล้วก็พยายามคิดถึงบรรดาเพื่อนของบิดามาราก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้
คำตอบนั้นทำให้หญิงวัยกลางคนยิ้มออก
"เออ ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร
ไปเราไปต่อเถอะ พ้นยอดทิวไม้โน่นก็เข้าเขตเรือนท่านแล้ว" แล้วหันไปหาเผือก
"โล่งอกยังพี่เผือก" ชายฉกรรจ์ไม่พูดอะไรแล้วออกเดินต่อ
เรือนคุณหลวงวิชิตสงครามเป็นเรือนทรงไทยแท้อย่างที่เขาเคยเห็นตามหนังสือเป๊ะ
ทั้งใหญ่โตโอ่อ่าและจากที่มองเห็นก็สรุปได้ว่าสร้างจากไม้ทั้งหมด
เพราะเรือนไทยตามต่างจังหวัดหรือในกรุงเทพฯ โดยทั่วไปแม้จะสร้างด้วยไม้แต่ก็มักก่อปูนตรงฐานเรือน
ไม่ก็เป็นพวกหลังคาสังกะสีหรือกระเบื้อง และที่สำคัญต้องมีแอร์
สิ่งที่ทำให้นภสินธุ์สนใจคือการแต่งตัวและทรงผมของผู้คนตามชานเรือน
ช่างเหมือนลุงเผือกกับป้าฟักเหลือเกิน และตั้งแต่เข้ามายังไม่เห็นเสาไฟสักต้นรวมทั้งไม่มีรถสักคันด้วย
ซึ่งทำให้นึกแปลกใจนัก เพราะเรือนก็ออกใหญ่โตแถมยังเป็นถึงคุณหลวง
ก็น่าจะรวยพอจะมีรถไว้สักคันแม้มอรเตอร์ไซค์ก็ยังดี แต่นี่ไม่มีเลย
มีแต่คอกม้าที่กันไว้ทางด้านข้างห่างไปไกลพอควร
'เอ หรือว่าคุณหลวงอะไรนี่จะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมหว่า'
ทันใดเขาก็เหลียวขวับมองบนตัวเรือนด้วยความรู้สึกคล้ายถูกมอง
เขาพยายามเพ่งมองแต่ก็ไม่พบอะไรจึงละความสนใจไปด้วยคิดว่าอุปทาน
เขาเห็นผู้ช่วยชีวิตเข้าไปคุยอะไรกับคนที่ลงมาจากเรือนซึ่งการแต่งกายดูดีกว่าตรงที่อย่างน้อยก็ใส่เสื้อและนุ่งโจงกะเบนที่มีสีสันกว่าคนที่อยู่ตามสวน
ฟักบอกให้เขานั่งคอยบนแคร่ห่างจากตัวเรือนพอสมควร ส่วนนางกับสามีไปคุยอะไรกับคนใหม่อยู่ครู่เห็นชี้มาทางเขา
จากนั้นคนใหม่ก็ขึ้นเรือนไปพักหนึ่งก็ลงมาอีกคราวนี้ฟักกวักมือเรียกเขา
บนเรือนค่อนข้างกว้างแบบเรือนไทย ตรงกลางเรือนมีต้นไม้ใหญ่ปลูกผ่ากลางบ้าน
ทางเดินปูไม้ยาวเป็นรูปผืนผ้า รอบด้านเป็นพื้นยกสูงประมาณนั่งทิ้งขาสบายๆ
"พวกเอ็งรออยู่นี่ก่อนเดี๋ยวข้าจะไปเรียนคุณหลวงให้"
คนที่นำพวกเขาขึ้นมาพูดแล้วละไป คุณชายนภสินธุ์เหลียวมองรอบตัวเห็นผู้หญิงหลายคนที่ท่าจะเป็นคนรับใช้
นั่งเช็ดแจกันปัดกวาดและนั่งร้อยมาลัยกันอยู่สามสี่คน ซึ่งแต่ละคนแต่งกายแบบเดียวกันคือคาดผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มนุ่งโจงกะเบนสีเปลือกไม้
ที่สะดุดตาคือทรงผมที่ยังคงไว้สั้นเหมือนทรงลานบินซึ่งดูตลกนักสำหรับผู้หญิง
'ผู้ชายยังไม่เท่าไหร่แต่ผู้หญิงนี่สิ
ที่จริงแมัจะจ้างเงินเดือนแพงยังไงก็ไม่น่ามีผู้หญิงคนไหนลงทุนไว้ผมสั้นกุดขนาดนี้นา
แถมยังแต่งตัวโป๊อีก จะว่าไปนี่ขนาดบนบ้านยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแม้หลอดไฟสักดวงเลยแฮะ
ดูท่าคุณหลวงนี่จะรักของโบราณจัด ถึงได้กำหนดเครื่องแต่งตัวและทรงผมคนรับใช้ถึงขนาดนี้"
แล้วสายตาเขาก็เบนไปจับผู้ชายท่าทางสง่าคนหนึ่งเดินนำหน้าคนที่นำเขาขึ้นมา
ซึ่งคนเดินตามค่อมตัวเล็กน้อย เมื่อเขานั่งลงเผือกกับฟักก็ก้มไหว้ในกิริยาที่เกือบจะเรียกว่าหมอบ
ทำเอาเด็กชายเบ้ปากนิดหน่อยด้วยความหมั่นไส้ชายหนุ่มที่นั่งทำท่าขึงขังคนนั้นยิ่งนัก
'ไอ้หมอนี่ข่มคนชะมัด'
"นี่ไอ้เปี้ยก ทำไมเอ็งไม่กราบท่านวะ
!" คนที่นำเขาขึ้นมาตะโกนว่า คุณชายน้อยฉุนกึก คิดอยากด่าตอบอยู่รำไรว่าเขานี่แหละเจ้าตัวจริงแล้วเรื่องอะไรต้องไปก้มกราบไอ้คุณหลวงที่ยศต่ำกว่าด้วยฟะ
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาหากจ้องตาคมปลาบที่มองมาอยู่แล้วตอบโดยไม่เกรง
"ไอ้ไพร่ !"
ชายวัยกลางคนทำท่าลุกขึ้นทำเอาเผือกกับฟักตัวสั่นงกๆ
จะเหลียวมองเด็กที่เอามาด้วยก็ไม่กล้า คุณหลวงยกมือปราม
"ไม่เป็นไร" เสียงนุ่มเอ่ยห้ามเบาๆ
โดยยังไม่ละตาจากดวงตาดำเข้าที่เขม่นมองมา "ไหนอ้ายเผือก เอ็งว่าจะเอาอ้าวหนูนี่มาขายข้าโดยขอราคาเท่ากับที่ติดอยู่งั้นรึ"
เด็กหนุ่มหูผึ่งกับคำว่าขายจึงตะโกนโหวกเหวกขึ้น
"ไหนใครจะขายใครไม่ทราบ ! นี่พูดให้ดีๆ นะคุณ นี่คนนะไม่ใช่วัวควายจะมาซื้อขายกันน่ะ
นี่มันยุคไหนกันแล้วไม่มีแล้วไอ้ขายคนยังก่ะทาสน่ะ !!"
ฟักตาเหลือกรีบก้มหัวขอโทษชายหนุ่มปะหลกๆ
ขณะที่เผือกรีบเผ่นเข้าจับตัวเด็กชายที่กำลังอาละวาดไว้ ส่วนทนายหน้าหอของชายหนุ่มก็ตะโกนเรียกบ่าวขึ้นมาช่วยจับอีกแรง
ผลสุดท้ายคุณชายนภสินธุ์ก็โดนจับมัดและโดนกดจนหน้าแนบพื้น เด็กชายพยายามขืนตัวแต่ก็โดนจับกดหัวจนขยับไม่ได้
ได้แต่กัดฟันและเขม่นมองเท้าผู้มีศักดิ์เป็นคุณหลวงอย่างแค้นๆ
แถมยังเริ่มปวดแผลที่ศีรษะขึ้นมาอีก ฟักกลัวจนแทบเป็นลมส่วนเผือกหมอบจนหัวติดพื้นตัวสั่นพั่บๆ
พูดแต่ว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับเด็กนี่ ขณะที่ชายหนุ่มมองเด็กตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
"อ้ายเผือก" แม้เสียงจะราบเรียบแต่ก็เล่นเอาเผือกสะดุ้งเฮือกสุดตัว
"โอย ได้โปรดเถอะขอรับท่าน
กระผมไม่รู้จักมันจริงๆ เห็นมันนอนหัวแตกอยู่ชายทุ่งเลยช่วยไว้
ด้วยความสัตย์ขอรับท่าน กระผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมันเลยจริงๆ"
เสียงสั่นพร่าด้วยความกลัว
ทำให้ชายหนุ่มแย้มยิ้มออกมานิดนึง "ไม่ต้องกลัวไปดอกอ้ายเผือก
ข้าไม่ได้จะติเอ็งแต่จะขอซื้อตัวมันต่างหาก ข้าจะยกเลิกหนี้เก่าและยังจะเพิ่มให้อีกเป็นค่าตัวเจ้าเด็กนี่"
ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงนุ่มบอกความเมตตา ส่วนฟักพอได้ยินเรื่องค่าตัวก็หายกลัวเป็นปลิดทิ้ง
"จะ จริงหรือเจ้าคะ" ย้ำเพื่อความแน่ใจ
"ไอ้บ้า บอกแล้วไงว่าคนอย่ามาทำเป็นซื้อขายกันอย่างนี้นะ
!! ยัยแก่อย่าให้รอดไปได้นะจะแจ้งตำรวจมาจับให้หมดเลย !!" เด็กหนุ่มตะโกนแทรกขึ้นมา
ชายที่คร่อมอยู่จึงจับไหล่เล็กกดพื้นอย่างแรงจนต้องร้องโอย
"ท้าย"หันไปเรียกทนายหน้าหอที่นั่งเบื้องอยู่ด้านหลัง
"ขอรับ"
"ไปเบิกมา 1 ชั่งสำหรับค่าตัวไอ้หนูมัน"
"หา หนะ..หนึ่งชั่ง
"
สองผัวเมียเสียงสั่นด้วยความดีใจ ท้ายแย้งเบาๆ
"คุณใหญ่ขอรับกระผมเกรงว่าราคามันออกจะมากเกินสำหรับไอ้เด็กไร้สัมมาคารวะอยู่นะขอรับ"
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ขณะมองไปยังร่างเล็ก
"ไม่ได้ยินที่ข้าบอกรึ"
นี่คือประกาศิตที่ท้ายไม่อาจขัดได้จึงลุกไปทำตามคำสั่ง
จันทร์เสี้ยวโค้งดั่งปิ่นพระศิวะลอยเด่นอยู่หว่างหมู่ดาว
ลมราตรีโชยเอื่อยผ่านเข้าห้องนอนขนาดเล็กทีมีเพียงเตียงเก้าอี้หนึ่งตัวกับหีบใส่เสื้อผ้า
บนเตียงเล็กที่ตั้งกลางห้องมีร่างเล็กๆ ของเด็กชายที่ยังไม่แตกพานดีและมีผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันรอบศีรษะนอนหลับอยู่อย่างสบายอารมณ์
เสียงกรนเบาๆ แสดงถึงการหลับสนิท
"เป็นอย่างไรบ้างช้อย"
เสียงนุ่มดังขึ้นหลังจากเห็นหล่อนกำลังปิดประตูห้องเล็กอยู่
หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมหันมามองนายที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
"หลับสนิทเลยเจ้าค่ะ มีอาการดื้อบ้างแต่คงเพราะระบมแผลน่ะเจ้าค่ะถึงได้หมดฤทธิ์
แหมทำให้อิฉันคิดถึงคุณเล็กขึ้นมาเชียว" ช้อยรายงานผู้เป็นนาย
ชายหนุ่มพอได้ยินคำรายงานก็ยิ้มขำ
"ก็สมควรจะระบมอยู่หรอก ข้าได้ยินเสียงตอนมันอาละวาดแล้วก็อดนึกถึงเจ้าเล็กตอนเฮี้ยวขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ช้อยคงเห็นเหมือนข้าสินะว่าไอ้เด็กนั่นมันไม่ใช่ไพร่"
"เห็นอยู่เจ้าค่ะ งามทั้งผิวทั้งรูปแถมเสื้อที่ใส่ผ้ายังเนื้อแปลกๆ
ด้วยนะเจ้าคะ"
"ช้อยนี่เก่งกว่าท้ายอีกนะ
อ้ายนั่นมันบอกว่าชั่วหนึ่งมากเกิน หึ
ตาต่ำเสียจริง เห็นทีต้องลดตำแหน่งมันเสียเข้าสักวันล่ะ"
หล่อนหน้าแดงหัวเราะคิก
"แหมคุณใหญ่ก็ สงสารอ้ายท้ายมันแย่เลยเจ้าค่ะ"
"ช้อย"
"เจ้าคะ"
"พรุ่งนี้บอกบ่าวหญิงเตรียมเสบียงให้ดี
ข้าลาราชการได้เดือนหนึ่งมะรืนจะกลับกรุงเทพฯ"
สิ้นกาล
ที่ ๑
|