|
เพลงกาล
กาลที่
๒
หลังจากที่ได้รับการดูแลอบ่างดีในช่วงสองวันมานี้ทำให้คุณชายน้อยพอจะทำใจอยู่ได้บ้าง
แม้จะช็อคในทีแรกพอรู้ว่าเขาเจอย้อนเวลาเข้ามาในอดีตที่เป็นสมัยรัชกาลที่
5 ปีจุลศักราชอะไรศกๆ 1237 นี่แหละ แต่พอคำนวณเป็น พ.ศ. ได้เพราะเป็นปีหลังจาก
ร.5 ขึ้นครองราชย์ได้ 7 ปี คนที่ซื้อตัวเขาไว้จากคู่ผัวเมียบ้านป่าตัวดีนั่นคือหลวงวิชิตสงคราม
รับราชการอยู่เมืองทองผาภูมิ ตามที่ป้าช้อยหญิงรูปร่างสมบูรณ์ท่าทางใจดี
เล่าให้ฟังว่าหลวงคนนี้เป็นลูกพระยาวิจิตรอะไรสักอย่างซึ่งเป็นเจ้ากรมมหาดเล็ก
มีน้องนุ่งอยู่ 3 หรือ 4 คนเขาไม่แน่ใจนัก แต่ที่จำได้อยู่คนคือคนที่เป็นจมื่นอภิรูปรัชเยนต์
ซึ่งเขาได้ยินพวกบ่าวหญิงนินทาว่าเป็นคนเจ้าชู้ประตูดินทีเดียว
กระนั้นตอนนี้สิ่งที่เขากังวลคือบ้านเขาใน
พ.ศ. 2538 หรือ 120 ปีหลังจากนี้ต่างหาก ป่านนี้ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับแม่จะเป็นอย่างไรบ้างรวมทั้งน้องสาวตัวเล็กด้วย
แล้วยังพี่ชายอีก รู้นี้ไม่ทะเลาะกันไว้ก็ดีหรอกเพราะเขาไม่รู้จะได้มีโอกาสกลับไปขอโทษรึเปล่า
พอนึกมาถึงตอนนี้หน้าก็หมองขึ้นมา หลวงวิชิตสงครามหันมาเห็นท่าทางเด็กชายโดยบังเอิญจึงชักม้า
เข้าไปหา
"มีอะไร ปวดหัวรึ ช้างมันก็โยกเยกอย่างนี้แหละทนหน่อยละกัน"
เด็กชายพอได้ยินเสียงเอื้ออาทรเข้าก็แทบจะเบะปากร้องแต่ก็ฝืนและยิ้มแหยแทน
"เปล่าฮะ คิดถึง
เอ่อ
บ้านน่ะฮะ" แม้จะไม่ค่อยคุ้นกับคำสร้อยนักแต่ก็ทำเป็นไม่สนใจเสียแล้วยิ้มให้อย่างปราณีดุจพี่ชายมีให้แก่น้องชายตัวน้อย
"จริงสิ เอ็งยังอยู่ในวัยอ้อนแม่อยู่นี่นะ
ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เอ็งจะไว้ใจจนถึงยอมบอกชื่อพ่อแม่เพื่อจะได้ตามหาและพาไปส่งให้ได้
แต่ในเมื่อเอ็งไม่บอกก็ให้ทนอยู่ใสภาพเด็กของข้าไปก่อน"
แม้จะแสลงหูที่ชายหนุ่มเรียกเขาว่า
'เอ็ง' ทุกคำ แต่กระแสเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังเสนาะหูก็ทำให้คุณชายนภสินธุ์หน้าม่อยไปหน่อยด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดเรื่องฐานะไว้
ใครไม่อยากกลับบ้านเล่า แต่บอกไปจะไปส่งได้ที่ไหนล่ะ โธ่ กว่าท่านพ่อเขาจะประสูติก็เหยียบ
100 ปีหลังจากนี้ แถมต้นราชสกุลเขาในขณะนี้เพิ่งเกิดด้วยซ้ำ
เอ
ใช่รึเปล่าน้า เฮ้อ
รู้นี้อ่านประวัติตระกูลไว้ให้มากกว่านี้ก็ดีหรอก ชายหนุ่มพอเห็นเด็กชายเงียบไปก็ตบไหล่บางเบาๆ
สองสามทีเป็นการปลอบแล้วชักม้าขึ้นนำหน้าขบวน บ่ายวันที่ 6 ของการเดินทาง
ขบวนหลวงวิชิตสงครามก็เริ่มเห็นประตูเมืองหลวง เด็กชายหลงยุคตื่นตากับสิ่งแวดล้อมแปลกตาตลอดการเดินทาง
ตามวัยที่กำลังซุกซนและอยากรู้อยากเห็นจนลืมเรื่องบ้านเสียสนิท
ยิ่งพอผ่านเข้าประตูเมืองเห็นทหารรักษาการณ์ในชุดสีเหล็กิดินตรวจตรากันเป็นระเบียบ
ทุกคนมีดาบยาว 2 ฟุตสะพายหลัง ดูน่าตื่นตาเหมือนในหนังพีเรียดที่เคยดู
พอเข้าเขตเมืองชายหนุ่มก็ให้ละช้างกับม้าที่โรงคชสารและอาชาหลวงพร้อมสั่งให้ขนหีบของลงเรือปะทุน
สองข้างลำน้ำเจ้าพระยามีแต่ต้นไม้ขึ้นครึ้มไปหมดสับกับบ้านแพหลังเล็กๆ
มีเรือเล็กพายผ่านสวนทางบ้าง เห็นเด็กๆ กระโดดน้ำตูมๆ อย่างสนุกสนานก็มองตาระยับเกิด
อาการอยากเล่นบ้าง
ชายหนุ่มเห็นอาการนั้นก็ยิ้มขำ
"เออแน่ะ ไว้ถึงบ้านก่อนอ้ายนบแล้วค่อยเล่น แต่อีกทีรอให้แผลหายสนิทเสียก่อนจะดีกว่าจะได้ไม่คัดหนอง"
คุณชายน้อยหน้ารื่นพอได้ยินว่าจะได้เล่นแต่ก็เง้าลงอีกเมื่อต้องรอให้แผลหาย
"โธ่ ไม่เห็นต้องรอเรออะไรเลยนี่ฮะ
ผมก็ไม่ได้เจ็บอะไรแล้วสักหน่อย"
"ดู๊ดู คุณใหญ่อุตส่าห์เตือนยังย้อนอีก
เด็กอะไร๊" ช้อยตีแขนเด็กชายเบาๆ อย่างหมั่นไส้ตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กที่เง้างอน
เรือที่เขานั่งมาจอดอยู่หน้าเรือนแพมีข้าทาสหญิงหลายคนกำลังขัดพื้นอยู่
พอเห็นเรือเขาแล่นเข้ามาเทียบก็ช่วยจับไว้ ท้ายก้าวขึ้นก่อนมีช้อยก้าวตามขึ้นไปแล้วเป็นหลวงวิชิตสงครามและเขาเป็นคนสุดท้าย
พอชายหนุ่มขึ้นบนเรือนทาสหญิงก็ละมือจากงานที่ทำอยู่พนมมือไหว้
กลางกลุ่มบ่าวหญิงที่นั่งอยู่มีอยู่คนหนึ่งอายุรุ่นราวป้าช้อยแต่อ้วนกว่าพูดขึ้น
"ทางนี้ไม่ได้รับแจ้งข่าวจากคุณใหญ่ว่าจะกลับ
คุณหญิงท่านไม่ทราบจึงเข้าวังเจ้าค่ะ"
"งั้นรึ คุณแม่คงไปเยี่ยมแม่เพี้ยนกับแม่แพรล่ะสินะ
ว่าแต่ที่นี่มีเรื่องอะไรรึพริก ข้าเห็นทหารเฝ้าประตูเมืองมากผิดปกติยิ่งนัก"
"มีเจ้าค่ะ เมื่อวันที่
22 เดือนนี้มีพายุแรงมาก บ่าวได้ยินเค้าลือกันว่าพายุกระหน่ำจนธงตราแผ่นดินในพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปปัดขาดเจ้าค่ะ
แล้วแว่วกันว่าโหรหลวงทำนายจะเกิดเหตุร้ายในเร็ววัน ช่วงนี้ท่านเจ้าคุณจึงไม่ค่อยได้กลับเลยหรือถ้ากลับก็ดึกเต็มทีเจ้าค่ะ"
คำบอกเล่าทำให้คิ้วดำเข้มเบนเรือนหน้าคมสันขมวดมุ่น
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินออกจากเรือนแพไปโดยมีเด็กชายตามติด
ทางที่เดินตัดผ่านสวนกว้างรายรอบปลูกไม้ใหญ่ไม้ดอกดูรื่นตา ทาสชายหลายคนวางมือจากจอบเสียมยกมือไหว้ชายหนุ่มที่เดินผ่าน
มีทาสหญิงสองคนถือเครื่องดินเผาอยู่เดินสวนก็เพียงก้มตัว พอใกล้เรือนเขาก็เห็นเด็กชายหญิงอายุรุ่นเด็กกว่าไม่กี่ปีกับเขาวิ่งเล่นกันอยู่
และมีเด็กชายหนี่งในกลุ่มเด็กนั่นที่แต่งกายดูดีเสื้อผ้ามีสีสันและไว้ผมจุกอยู่วิ่งถลาออกมา
"พี่ใหญ่ ~! พี่ใหญ่กลับมาแล้ว
~!" แล้วกระโจนกอดชายหนุ่มที่ยืนอ้าแขนรออยู่ แล้วอุ้มเด็กชายขึ้นไว้ในวงแขน
"ไง พ่อจอมยุ่งคิดถึงพี่บ้างรึไม่"
เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ "ขอรับ เล็กไม่รู้เลยว่าพี่ใหญ่จะกลับวันนี้
จริงสิ เล็กมีของอวดพี่ใหญ่ด้วยล่ะ"
แล้วดันตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งกระโดดผลุงแล้ววิ่งฉิวขึ้นเรือน
ชายหนุ่มอมยิ้มนิดๆ ก่อนขึ้นเรือนตามโดยมีเด็กชายอีกคนเดินตามต้อยๆ
ทิ้งระยะห่างพอควรจึงทำให้คนที่โตที่สุดในกลุ่มเด็กเดินก้าวฉับมาขวางหน้าไว้
พร้อมยืนเบ่งเต็มที่
คุณชายนภสินธุ์ชะงีกเท้ากึกแหงนมองคนที่สูงกว่าเกือบคืบอย่างเขม่นด้วยไม่ถูกใจในกิริยา
"มีอะไร" กระชากเสียงถาม
เด็กชายผมจุกยืนกอดอกหยักมุมปากเป็นเชิงเยาะ "ไงวะ ไอ้เปี้ยก
ขอบอกก่อนแม้ว่าที่เอ็งเคยอยู่จะใหญ่แค่ไหนข้าไม่สนแต่ในหมู่เด็กที่นี่ข้าใหญ่โว้ย"
'ไอ้เปี้ยก' ตามคำเรียกมองเด็กที่อวดเบ่งอยู่ตรงหน้าอย่างเกลียดน้ำหน้าขึ้นมา
เลยเท้าสะเอวยืดอกผอมๆ แอ่นบ้าง
"นี่ไอ้พุงยื่น ข้าพอรู้มาบ้างว่าไอ้เด็กที่ยังไม่ตัดจุกอย่างแกน่ะอายุมันไม่ถึง
13 แต่ ข้า
." ลูบหัวตัวเอง "ไม่มีเว้ยจุกเจิกน่ะงั้นก็แปลว่าข้าแก่กว่า
ดังนั้นแกนั่นแหละที่ต้องก้มหัวให้ข้าในฐานะรุ่นพี่"
เด็กตัวโตฉุนกึก ตะโกนท้าตีท้าต่อยเหยงๆ
ซึ่งนภสินธุ์ก็ตั้งหลักไม่ถอยเหมือนกันในขณะที่กลุ่มเด็กที่มีทั้งหญิงชายอายุไล่เลี่ยกันตะโกนเชียร์เย้วๆ
เสียงดังลั่น ช้อยที่กำลังคุยอยู่กับพริกได้ยินเสียงเด็กเยวจ้าวผิดปกติจึงหันไปดูเห็นพวกเด็กๆ
กำลังตั้งวงล้อมโดยมีเด็กนบกับเด็กบานซึ่งเป็นหัวโจกบรรดาลูกเมียบ่าวตั้งกำลังตั้งท่าจะชกกันอยู่
ก็อารามตกใจเพราะคุณใหญ่กำชับนักให้ตนดูแลเด็กให้ดี จึงผละจากการสนทนาแจ้นไปกลางวงทันที
"หยุดนะเจ้าบาน เอ็งคิดจะทำอะไรเด็กคุณใหญ่น่ะ
!" บานแม้กำลังของขึ้นแต่พอได้ยินคำว่าเด็กคุณใหญ่ก็ชะงัก เพราะในบ้านนอกจากท่านเจ้าคุณแล้วคนที่เขากลัวรองลงมาคือคุณใหญ่
แต่ชายนภกลับไม่ยอมหยุดแถมยังตวาดคนห้ามด้วย
"ป้าช้อยถอยไป ! นี่เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย
ผู้หญิง
ไม่เกี่ยว !!" คำตวาดทำให้ช้อยหันขวับ
"ว่าไงนะอ้ายนบ ! ข้าช่วยมาห้ามทัพไว้ไม่ให้เอ็งเจ็บตัว
แต่เอ็งกลับมาย้อนตวาดใส่ข้าเป็นถึงแม่นมคุณใหญ่เชียวเรอะ !"
คราวนี้ฝ่ายที่เลือดขึ้นหน้ากลายเป็นอดีตแม่นมชายหนุ่มเสียแทนแต่กระนั้นเด็กชายก็หาหวั่นไม่ยังคงยืนจ้องหน้าไม่ละสายตาพร้อมพูดช้าๆ
"ป้าช้อยผมบอกให้ถอยไป"
ประกายตาเข้าที่บ่งบอกอำนาจทางสายเลือดบวกลักษณะที่สง่าขึ้นมาชั่วขณะ
สะกดช้อยให้ชาไปชั่ววูบ แม้แต่เด็กที่ล้อมวงอยู่ต่างก็หน้าซีดเงียบกริบ
รวมทั้งเจ้าบานที่หน้าเหลือสองนิ้วขึ้นมากะทันหัน
"เอะอะอะไรกัน" กังวานเสียงบ่งอำนาจดังขึ้นทำให้ช้อยรู้สึกตัว
มองเด็กชายตรงหน้าอย่างอึดอัดก่อนละจากไปนั่งพับเพียงอยู่ตีนบันได
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะคุณใหญ่
คือ
แค่พวกเด็กมันเล่นกันเจ้าค่ะ" พูดพร้อมชายตามองเด็กชายตัวเล็กอย่างเกรงๆ
ฝ่ายชายหนุ่มเมื่อเห็นเด็กชายยืนประจัญหน้าอยู่กับบานก็พอเดาออกแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่เรียกเด็กชายขึ้นบ้านบนแล้วหันกลับไป
พอร่างเล็กเริ่มก้าวเดิน บานก็คว้าแขนไว้หมับชูกำปั้นหรา "แกรอดแค่ตอนนี้แหละ
จำไว้ไอ้เปี้ยก"
ชายนภมองอย่างไม่กลัวและสะบัดแขนออกเดินฉับๆ
ขึ้นบันไดไปโดยมีช้อยขึ้นตามหลัง เรือนที่นี่กว้างใหญ่กว่าเรือนที่ทองผาภูมิ
ปลูกไม้ใหญ่ขึ้นกลางบ้านแผ่กิ่งก้านกรองแสงอาทิตย์ดูร่มรื่น
พอเข้าขึ้นไปก็เห็นชายหนุ่มนั่งบนที่นั่นที่สร้างรอบต้นไม้ กำลังคุยอยู่กับเด็กชายคนเมื่อครู่ที่คะเนว่าอายุคงน้อยกว่าเขา
นั่งถือของเล่นอะไรสักอย่างอยู่บนพื้น
หลวงวิชิตสงครามเงยหน้ามองมาทางเขาทำให้เด็กที่ชื่อเล็กเหลียวมองตาม
"เข้ามาตรงนี้สิอ้ายนบ"
ขายนภเดินเข้าไปหาตามคำเรียก
แต่เมื่อถึงระยะประชิดตัวกลับไม่ยอมนั่งพื้นแต่ยืนค้ำหัวชายหนุ่มอยู่
ทำเอาช้อยที่ขึ้นตามมาทันเห็นใจหายวาบ
"สามหาว" เสียงเด็กชายที่นั่งพื้นแหวขึ้น
ขณะชายนภมองเหยียดๆ
"อ้ายนบ" เสียงชายหนุ่มห้วนขึ้นเมื่อเห็นสายตาเด็กที่ยืนค้ำหัวตนอยู่
"นั่งลง"
เด็กชายเม้มปากนิดหนึ่งก่อนนั่งแปะลงข้างๆ
ชายหนุ่ม ยังผลให้เล็กลุกขึ้นผลักไหล่บางทันที "ไอ้ทาส ! กล้าดียังไงมานั่งเสมอพี่ใหญ่
!" คุณชายนภสินธุ์เหยียดมอง
"ความพอใจส่วนตัว มีปัญหาเรอะ"
"อ้าวนบ !" กระแสเสียงกร้าวทำให้เด็กชายสะดุ้งเฮือก
เหลือบมองต้นเสียงอย่าง หวาดๆ "เอ็งอย่าเห็นข้าตามใจจนลามมาถึงน้องข้า
หัดเจียมตัวเสียบ้างว่าแม้นเมื่อก่อนเอ็งเป็นไพร่แต่ตอนนี้ฐานะถูกลดมาเป็นแค่บ่าว
อย่าได้ริอาจตีฝีปากเสมอเจ้านายเชียว มิเช่นนั้นหลังเอ็งจะลายเข้าสักวัน"
เป็นครั้งแรกที่ได้ยินกระแสเสียงเฉียบขาดจากชายหนุ่มที่เป็นที่พึ่งเดียวของเขาในที่ต่างเวลานี้
ดังนั้นแม้คุณชายน้อยจะมีสายเลือดตรงที่สูงศักดิ์และถูกเลี้ยงดูมาอย่างเจ้าคนนายคนแค่ไหน
แต่ด้วยความเป็นเด็กพอถูกตวาดก็หน้าเสียและกระเถิบถอยห่างทันที
แต่ก็ยังไม่ลงไปนั่งบนพื้น ชายหนุ่มส่ายหน้าถอนใจเล็กน้อยและหันมาสั่งช้อยที่นั่งพับเพียบแต้อยู่ข้างสระบัว
"ช้อย ให้คนไปปัดกวาดห้องนอนเก่าข้าให้อ้ายนบมันอยู่
เรียกหมอมาดูแผลมันและนี่เอาเงินไปดูเสื้อผ้าใหม่ให้มันด้วย"
ช้อยพอมองออกว่าคุณใหญ่คิดยกเด็กนี่ไว้ในฐานะไหน
ซึ่งถ้าไม่แน่ใจคุณใหญ่คงไม่มีทางให้คนไร้หัวนอนปลายตีนมาอยู่เรือนเดียวกับท่านเจ้าคุณและคุณหญิงเป็แน่
แต่เล็กพอได้ยินพี่ใหญ่สั่งก็ว้ากขึ้นมา
"อะไรกัน ! ทำไมพี่ใหญ่ต้องให้เจ้าทาสนี้มันขึ้นมาอยู่บนเรือนด้วยล่ะ
แถมยังให้อยู่ห้องเก่าพี่อีกด้วยและยังให้เงินไปซื้อเสื้ออีก
พี่ใหญ่น่ะไร้เหตุผล"
"เล็ก" ชายหนุ่มเรียกชื่อน้องชายที่ห่างวัยด้วยกระแสเสียงอ่อนโยน
"นี่พี่จากไปนานจนทำให้เจ้าเลือนเสียแล้วรึว่าพี่ย่อมมีเหตุผลและพิจารณาต่อการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกครั้งน่ะ"
สำหรับเล็กมีความรู้สึกเหมือนบานคือพี่ใหญ่คือคนที่มีอิทธิพลต่อเขารองจากเจ้าคุณพ่อ
ซึ่งแม้แต่แม่เขายังไม่เกรงเท่า จึงเงียบงันไปอย่างจำนน
ส่วนนภสินธุ์ก็เกิดอาการเกรงชายหนุ่มขึ้นมาเหมือนกันจึงนั่งก้มหน้างุด
ฝ่ายพี่ใหญ่ของบ้านเห็นเด็กทั้งคู่เงียบจ๋องก็ยิ้มเอ็นดูและตบไหล่เล็กของเด็กชายข้างตัวกับตบหลังน้องชายที่ยืนอยู่
"ฟังนะเล็ก เจ้าอายุย่าง 13 จะเข้าพิธีโสกันต์ในอีก 4 เดือน
แต่อ้ายนบมันย่าง เข้า 15 ดังนั้นจึงมีศักดิ์เป็นพี่ แม้จะไม่ถึงขั้นให้เจ้าเรียกมันว่าพี่แต่ขอให้ถือในศักดิ์ก็พอ"
เล็กอ้าปากจะค้านหากเมื่อสบสายตาพี่ใหญ่ที่มองมาเขาก็หุบปากแล้วเดินหันหลังกระแทกเท้าปังๆ
ไป
ส่วนชายนภยิ้มในหน้าทันทีอย่างสะใจแต่ก็ไม่พ้นสายตาชายหนุ่มไปได้
เขาช้อนจับใบหน้าเล็กขึ้นมองและยิ้มเล็กน้อยกับดวงตาที่ประสานมองมาอย่างฉุนๆ
พร้อมมือเล็กที่พยายามแกะมือเขาออกใบหน้า ชายหนุ่มปล่อยมือออกแต่บีบจมูกโด่งเบาๆ
และพูดด้วยท่าทางจริงจัง
"ฟังนะอ้ายนบ ไม่สิเปลี่ยนเป็นเจ้านบจะเข้าท่ากว่า
ฟังเราเจ้านบขณะนี้เจ้าอยู่ในความดูแลของเรา แม้จะให้เจ้านอนบนเรือนแต่จงอย่าให้เจ้าทำตัวเทียมเจ้าเทียมนายให้มากนัก
จงอย่าลืมถึงอย่างไรเจ้าก็คือบ่าวที่เราซื้อตัวมา ที่เมืองทองผาภูมิเจ้านายเจ้าคือเราเพียงผู้เดียว
แต่ที่นี่เจ้ามีเจ้าคุณพ่อ คุณแม่และน้องชายหญิงเราเป็นนาย จึงขออย่าได้ทำกิริยาสามหาวอย่างเมื่อครู่อีก"
เว้นระยะนิดหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาเด็กตรงหน้า
เมื่อเห็นนั่งฟังเงียบก็พูดต่อ "ถ้าเจ้าทำต่อหน้าเราไม่ร้ายแรงนักเราอาจแค่ตักเตือนแต่ถ้าแรงเกินไปก็ต้องลงหวาย
แต่ถ้าเป็นต่อหน้าเจ้าคุณพ่อเราคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะผู้เป็นใหญ่ในบ้านนี้คือท่าน
และที่สำคัญหวายฝีมือท่านหนักกว่าเรามากนักไม่เชื่อไปถามอ้ายบานที่เจ้าคิดต่อกรอด้วยเมื่อครู่ได้
เข้าใจที่เราพูดไหม"
ทีแรกเด็กชายก็เฉยๆ แต่พอได้ยินคำว่าหวายก็เกิดแขยงขึ้นมาทันควันเพราะเคยดูตามหนังพีเรียดที่เค้าเฆี่ยนทาสกันดูน่ากลัวจึงรีบพยักหน้ารับหงึกหงัก
ชายหนุ่มจึงลูบหัวเบาๆ
หลังอาหารเย็นที่ป้าช้อยจัดให้เขากินคนเดียวในห้องผ่านไป
หล่อนก็บอกว่าคุณหญิงคุณแม่ของคุณใหญ่บอกให้เข้าพบแล้วหล่อนก็พาเขาไปอาบน้ำเสียยกใหญ่
"พ่อเอ๊ย ผิวขาวเนียนยังก่ะหยวกอย่างนี้ไม่ต้องลงน้ำส้มมะขามก็เนียน"
หล่อนมักจะพร่ำพูดประโยคนี้เสมอเวลาอาบน้ำให้เขาตั้งแต่ตอนอยู่ทองผาภูมิแล้ว
แต่ทุกครั้งก็ลงน้ำส้มมะขามทุกทีจนเขาแสบผิวไปหมด พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จช้อยก็พาคุณชายน้อยไปหาคุณหญิงของบ้าน
ที่ชานเรือนเด็กชายเห็นหลวงวิชิตสงครามนั่งสนทนาอยู่กับมารดาที่กำลังนั่งเจียนหมากอยู่
ช้อยเดินเข้าไปทรุดนั่งรายงานคุณหญิง ชายพนักหน้าเป็นเชิงเรียกเขาเข้าไป
คุณหญิงรอดพินิจเด็กตรงหน้าทุกกิริยา
เพียงแรกเห็นหล่อนก็พึงใจกับหน้าตาผิวพรรณจากนั้นก็เป็นการไหว้และเดินเช่าที่แทบจะไม่ต้องติ
พานึกสรุปในใจว่าเด็กนี่ไม่ผิดไปจากที่ใหญ่ลูกชายคนโตบอกไว้เลย
ส่วนนภสินธุ์พอเห็นมารดาชายหนุ่มก็หวนนึกถึงแม่ตัวเองขึ้นมา
กิริยาอ่อนหวานนั้นไม่ผิดเพี้ยนจากมารดาเขาสักนิด พอนึกถึงตรงนี้ขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"อ้าว เป็นอะไรไป ข้าน่ากลัวขนาดทำให้เจ้าร้องไห้เชียวรึ"
หล่อนยิ้มให้ด้วยความเมตตา คราวนี้น้ำตาจากเด็กชายหยดแหมะทันที
พอรู้ด้วยก็รีบเช็ด แต่ยิ่งเช็ดน้ำตาเจ้ากรรมก็ยิ่งพาลไหล
"เจ้านบ ข้าแม่ใหญ่ของเรือนนี้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขลูกบ้าน
เจ้ามีเรือนทุกข์ใจอันใดก็บอกข้าเถอะ"
นภสินธุ์เช็ดน้ำตาป้อยพลางกลั้นสะอื้น
"ผม
ผมคิดถึงท่านแม่
"
คำว่า 'ท่านแม่' พาให้ทั้งชายหนุ่มและคุณหญิงรอดฉุกใจ
ส่วนช้อยที่นั่งพับเพียบอยู่ยกมือทาบอกแล้วรีบเปลี่ยนกิริยาเป็นหมอบโดยทันควัน
ส่วนชายหนุ่มนั่งพินิจเด็กตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก จะมีก็แต่คุณหญิงที่เอื้อมมือขาวผ่องไปแตะไหล่เล็กแล้วยิ้มที่แสดงถึงความเมตตา
คุณชายน้อยมองหล่อนผ่านม่านน้ำตาแล้วผวาเข้าซบทันที มารดาหลวงวิชิตสงครามจึงโอบประโลมไว้อย่างเอ็นดูปนสงสาร
"นิ่งเถอะพ่อคุณ ข้ารู้ว่าเด็กตัวแค่นี้ต้องพลัดพ่อพลัดแม่มันออกจะน่าเวทนาอยู่
แต่ไหนๆ เอ็งก็เข้ามาอยู่ในความคุ้มครองของพ่อใหญ่แล้วก็สบายใจเถอะ
อย่างไรเขาก็ต้องช่วยให้เอ็งได้กลับบ้านแน่"
เด็กชายสะอื้นส่ายหัวดิก
"ไม่..ที่นี่..ไม่มีบ้านของผม
" แล้วร้องไห้ต่ออีกพักใหญ่จนเริ่มคลายสะอื้นจึงดันตัวออกจาก้ออมกอดของคุณหญิง
เช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วพนมมือไว้บนหัวไหล่ขาวเนียน "ณ ขณะนี้ผมอยู่ภายใต้ชายคาบ้านนี้
ผมขอฝากเนื้อฝากตัวกับคุณหญิงและคุณหลวง ไม่ว่าจะปราณีให้ผมอยู่ในฐานะใดก็ตามแต่
ผมก็ขอความเมตตาจากพวกคุณด้วย"
"อุแหม่ พ่อคุณช่างน่ารักเสียนี่กระไร
เอาเถอะแม้ข้าจะเมตตาเอ็งอยู่แต่คนที่ปกครองเอ็งไม่ใช่ข้าหากเป็นพ่อใหญ่
ดังนั้นทำตัวดีๆ ให้พ่อใหญ่เขานึกเวทนาละกัน" เด็กชายพยักหน้าหงึกหงักแล้วแลมองไปทางชายหนุ่มที่ตลอดเวลาเอาแต่สูบบุหรี่ไม่พูดจาสักคำ
หมอที่มาดูศีรษะเขาบอกว่าหายดีแล้วไม่ต้องพอกยาอีก
ดังนั้นวันนี้เด็กชายจึงได้รับอนุญาตให้ไปวิ่งเล่นได้รวมทั้งเล่นน้ำด้วย
นภสินธุ์ดีใจยกใหญ่รีบวิ่งถลาลงจากเรือนพอถึงชานเรือนแพก็แก้ผ้ากระโจนลงคลองทันที
ซึ่งก็โดนพริกตะโกนว่าเอาใหญ่ที่ไปถอดเสื้อผ้าต่อหน้าทาสผู้หญิง
แต่เขาไม่สนใจนอกจากหยุดยิ้มกวนๆ แล้วผุดดำว่ายลงไปใหม่
ขณะเดียวกันบนเรือนใหญ่ลูกชายคนเล็กของบ้านก็วิ่งตึกๆ
ถลาเข้าหาพี่ใหญ่ที่กำลังนั่งเขียนงานอยู่ ถามถึงนบพอได้รับคำตอบก็รีบแจ้นลงไปที่เรือนแพริมน้ำเมื่อเห็นคนที่เคยเขม่นเมื่อวันแรกที่เห็นแต่ตอนนี้เป็นเพื่อนกันแล้วเพราะการช่วยสอนขี่ม้า
กำลังว่ายน้ำอยู่ก็ผ้ากระโจนลงตาม คราวนี้พริกว่าไม่ออกเพราะเป็นเจ้านายก็ได้แต่บ่นพึมพำและหยิบเสื้อที่ถอดกองอยู่มาพับวางเสียเรียบร้อย
เล็กเห็นเพื่อนใหม่เกาะลูกมะพร้าวลอยตัวตีน้ำเล่นอยู่แถวกอบุ้งจึงดำผลุบลงไปแล้วถลาเข้าฉุดขาเล็ก
เด็กชายตกใจได้แต่อ้าปากค้างและถูกฉุดผลุงลงไป
ทั้งคู่หัวเราะร่าแล้วแข่งกันว่ายอยู่พักใหญ่เป็นที่ขวางหูขวางตาเด็กชายตัวใหญ่อีกคน
ที่ยืนเขม่นมองจากใต้ลำพูใหญ่ริมตลิ่งยิ่งนัก จากวันแรกที่เด็กตัวเล็กมาถึงก็ร่วม
4 วัน ทีแรกเขาดีใจที่เห็นเล็กทำท่าไม่ถูกชะตากับไอ้ตัวเล็กนั่น
แต่พอวันรุ่งขึ้นเจ้าเด็กที่ชื่อนบก็ชักชวนให้เล็กขี่ม้า
ทำให้เด็กชายปลื้มยกใหญ่และเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วันที่ 2 มันทำให้เขาแกล้งและหารเองไอ้ตัวเล็กไม่ถนัด
แถมถ้าไม่อยู่กับเล็กก็ไปอยู่กับคุณใหญ่ และบางทียังนั่งจ้ออยู่กับ
'แม่ใหญ่' ด้วยซ้ำ เสียงอะไรบางอย่างวิ่งผ่านพื้นหญ้าดังแกรกกราก
เด็กชายหันขวับ แล้วยิ้มร่าเมื่อเห็นตัวเงินตัวทองดำผลุงลงน้ำไป
เขาดีดนิ้วเปาะอย่างสบอารมณ์
"นี่แหละ เหอะ ไอ้เปี้ยกเอ๊ย
เดี๋ยวแกะจะได้เห็นดีกันว่าใครมันแน่กว่าใคร"
ตกเย็นวันนี้เป็นวันแรกที่คุณชายนภสินธุ์ได้รับอนุญาตให้อยู่ทานอาหารพร้อมคุณหญิงและท่านเจ้าคุณ
เด็กนบพบพระยาวิจิตรคุณบริพัตรเพียงครั้งเดียวเมื่อ 2 วันก่อน
แต่แค่นั้นเขาก็จำใบหน้าเหี้ยมดุดันชวนน่าวิ่งหนีได้ติดตาและคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันลืมหน้าอย่างนี้แน่ๆ
แต่ก็นึกเอะใจว่าเมหือนคลับคล้ายจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน จะว่าจากหลวงวิชิตสงครามต้องไม่ใช่แน่พราะเค้าหน้าคุณหลวงเพี้ยนไปทางมารดา
แต่เมื่อนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเด็กชายจึงหยุดนึกมันเสียเฉยๆ
ระหว่างมืออาหารมีการสนทนากันเบาๆ
ระหว่างท่านเจ้าคุณกับบุตรชาย มีคุณหญิงนั่งฟังเงียบๆ คอยแทรกเป็นบางครั้ง
ส่วนเขาไม่รู้เรื่องในบทสนทนาสักนิดจึงก้มหน้า ก้มตาทานไปคุยกับเล็กไปบ้างโดยไม่ได้สังเกตว่าบ่อยครั้งที่ประมุขของบ้านเหลือบมองมาทางตน
หลังของว่างผ่านไปท่านเจ้าคุณซึ่งหลังจากมองเด็กชายอยู่นานก็เอ่ยปากขึ้น
"อ้ายนบ เอ็งบอกมาตามตรงดีกว่าว่าเอ็งมันลูกเต้าเหล่าใคร
?" คนถูกถามสำลักน้ำกะทันหัน ไอแค่กๆ มีเล็กคอยลูบหลังให้เบาๆ
แล้วช้อนสายตามองคนถามเม้มปากแน่นด้วยท่าทีอึดอัด ชายหนุ่มมองเด็กชายด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกส่วนคุณหญิงแอบสบตากับช้อย
เห็นเงียบไปนานประมุขบ้านจึงถามซ้ำทำให้เด็กชายต้องอ้ำๆ อึ้งๆ
ตอบ
"ผม
ไม่..ไม่มีบ้านฮะ
เอ๊ย ครับ
" กัดริมฝีปากแล้วเงยหน้าอย่างตัดสินใจ
"คือที่จริง ผมเป็นลูกกำพร้าอยู่กับตาแค่
2 คน วันๆ หากินโดยทำปลาตากแห้งขายแล้ว
" แสร้งตีหน้าเศร้า "อย่ามาวันหนึ่ง
ตาก็ล้มป่วยและจากไป
ส่วนผมพอตาจากไปก็เสียใจ
.แต่คิดว่าชีวิตยังไม่จบจึงทำอาชีพเก่าหาเลี้ยงตัวเอง"
แล้วเสมองไปทางอื่นซึ่งเป็นกิริยาที่เขามักทำเสมอเวลาโกหกใคร
"มีอยู่คราวที่ผมเข้าป่าแล้วเผลอสะดุดอะไรเข้าสักอย่างล้มลงหัวแตก
ก็ได้
ลุงเผือกช่วยไว้ แล้วจากนั้นก็มาเจอคุณหลวงนี่แหละฮะ เอ๊ย
ครับ"
แล้วลอบถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อเล่าจบ
ชายหนุ่มมองเด็กตรงหน้าพร้อมยิ้มขำ ส่วนท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงก็มองอย่างรู้ทัน
"ชะช้า อ้ายนบ เอ็งนี่มันน่าจะไปแต่งพวกบทละครเร่หากินมากกว่าทำปลาตากแห้งเสียอีกนะ
แต่เอาเถอะถือว่ายกให้ครั้งละกัน"
คำพูดท่านเจ้าคุณทำเอาชายนภสะดุ้งวาบ
สรุปคำตอแหลของเขาใช้ไม่ได้ผล แต่ไม่รู้จะทำไงจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ
ตอบ ทีแรกเขานึกว่าต้องเจอตีแน่แต่ผิดคาด ท่านเจ้าคุณกลับหัวเราะลึกๆ
ในลำคอและหันไปคุยกับคุณหญิงต่อ
แสงจันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่กลางนภากลบแสงดาวระยับ
สายลมราตรีโชยเอื่อยกระทบกระดิ่งแก้วดังกรุ๊งกริ๊งแว่วคลอเสียงไวโอลินหวาน
เด็กชายนอนลืมตาโพลงในความมืดของราตรี คืนนี้เขานอนไม่หลับเหมือนทุกคืน
เมื่อคิดถึงอนาคตตัวเอง ความกลัวว่าจะกลับไม่ได้มีมากจนทำให้ประสาทตึงเครียด
เขาพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา ในที่สุดก็ลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงไวโอลินแว่วมาแผ่วๆ
เขาออกจากห้อง ตัวบ้านจุดตะเกียงแขวนไว้ที่เสาแบบต้นเว้นต้น
จึงทำให้ไม่มืดมาก ต้นเสียงเครื่องดนตรีดังมาจากเรือนเล็กซึ่งเป็นเรือนเฉพาะของหลวงวิชิจสงครามที่แยกตัวไปไม่ไกลนัก
คุณชายน้อยถือวิสาสะขึ้นบันไดเรือน
เห็นท้ายนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างจากคนเล่นตรงชานเรือน ท้ายพอเห็นเด็กชายขึ้นมาก็รีบลุกเข้ามาไล่ลงไปอย่างกระซิบเต็มที่
นภหน้าม่อยแต่พอสะบัดตัวหันกลับเสียงไวโอลินก็หยุดพร้อมกับเสียงนุ่มเอ่ยเรียกเบาๆ
"ไม่ต้องไปไหนดอกเจ้านบ
ท้ายแกไปก่อนข้ามีเรื่องคุยกับเด็กนี่" ต้นห้องรับคำเบาๆ แล้วถอยออกไป
เด็กชายยิ้มเยาะน้อยๆ "เข้ามานี่สิ" เมื่อเด็กชายเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ
ชายหนุ่มก็ลูบหัวทุยพลางยิ้มละไม "นอนไม่หลับรึ มีอะไรกลุ้มใจรึเปล่า"
นภสินธุ์พยักหน้า เม้มปากแน่น
"ผมนอนไม่หลับ มัวแต่คิดถึงบ้านน่ะครับ" มือใหญ่ช้อนคางมนขึ้นจับเขย่าเบาๆ
"ก็หัดบอกสักทีสิว่า บ้านที่แท้จริง
ของเจ้าอยู่ที่ใด" คิ้วเรียวขมวดมุ่นมือเล็กกุมพนักเก้าอี้แน่น
ก่อนเอ่ยเสียแผ่ว "ถ้าผมบอกไป
คุณต้องเชื่อนะครับ"
"เราจะรับฟัง"
" 'บ้าน' ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ
นี่แหละครับ
.ส่วนพ่อกับแม่
" คุณชายนภสินธุ์เงียบไปครู่ก่อนเหลือบตาตาดำขลับขึ้นสบตาคมสวยที่มีแวว
เมตตาของชายหนุ่ม
"ท่านพ่อ คือหม่อมเจ้าชายแห่งราชสกุลแก้วกานต์"
คำเฉลยนั้นทำให้หลวงวิชิตสงครามหรี่ตามอง เสียงที่เคยนุ่มกร้าวขึ้น
"เจ้าไม่รู้รึว่าโทษของการลามถึงเชื้อพระวงศ์คือเช่นใด"
เด็กชายกัดริมฝีปากแน่น ลุกพรวดขึ้น
"เอาไงล่ะ !? พอบอกว่าเป็นลูกตาสีตาสาเร่ขายปลาพวกคุณก็ไม่เชื่อ
ครั้นบอกว่าเป็นพวกเชื้อพระวงศ์ก็จะจับลงโทษอีก งั้นก็ใช้สมองคุณตัดสินเอาละกันว่าผมควรจะเป็นใคร
!?" แล้วก้าวพรวดไปแต่มือใหญ่จับแขนเล็กรั้งไว้ "เดี๋ยว !"
"ปล่อยนะ !"
"มาพูดให้รู้เรื่องก่อน"
แต่สิ่งที่ได้รับตอบคือนิ้วกลางจากมือเล็กพร้อมคำด่า "BULL SHIT
! BASTARD !" ชายหนุ่มผงะอึ้งไป ไม่ใช่เพราะคำด่าแต่เพราะภาษาที่ได้ยิน
"เธอรู้ภาษาอีหรอบ ?"
คุณชายทำหน้าปั้นยาก "ภาษาอะไรหรอบๆ
นะ"
คุณหลวงถอนใจเล็กน้อย
พร้อมดึงแขนเล็กให้นั่งลงข้างๆ "เอาล่ะ ทีนี้จะรับฟังโดยไม่ขัด
เจ้าเล่าต่อไปสิ"
"จะให้เอาบทหลานคนขายปลา
หรือเชื้อพระวงศ์ล่ะ" กระแทกเสียงถามงอนๆ พร้อมอมแก้มจนตุ่ย
ดวงตาคมแฝงแววขบขัน
"เจ้านี่งอนตลกดีนะ" ชายหนุ่มพูดในเชิงเย้าแต่ผลตอบ
แทนคือหมัดที่ฮุกเข้าท้องเต็มแรง
"อย่ามาพูดดูถูกกันอย่างนี้นะ
ไอ้กร๊วก !" จังหวะพอดีกับที่ท้ายได้ยินเสียงตะโกนแหวๆ ของเด็กชายเมื่อครู่จึงขึ้นมาดูและนเห็นเด็กชายชกเข้าท้องเจ้านายตนอย่างจัง
"ไอ้สามหาว !!" ท้ายก้าวพรวดเข้ารวบตัวร่างเล็กไว้
เด็กชายสะบัดเร่าๆ พร้อมตะโกนด่าโหวกเหวก ต้นห้องของหลวงวิชิตสงครามจึงเงื้อมือขึ้นหวังตบเด็กตรงหน้าแต่ก็ชะงักค้างเมื่อมือแกร่งคว้าหมับไว้
"คุณใหญ่ !"
"อย่าอึงไปท้าย เดี๋ยวคนบนเรือนใหญ่ได้ยินเสียงโหวกเหวกจะวุ่น"
แล้วเอื้อมจับแขนเล็กดึงเข้าประชิดตัว
"แกปล่อยมือและลงไปได้แล้ว
บอกพวกเวรยามด้วยว่าไปให้พ้นบริเวณเรือนข้า" พร้อมจ้องดวงหน้าเล็กด้วยแววเย็นชา
"ข้าจะจัดการกับเจ้าเด็กสามหาวนี่เอง"
เขาบีบต้นแขนเล็กแน่นขึ้นเมื่อมือเล็กพยายามงัดมือเขาออก ดวงหน้าหวานมุ่ยด้วยความเจ็บ
"แต่
"
"ไม่มี 'แต่' " กระแสเสียงบอกความไม่พอใจชัดเจน
ท้ายได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งและเดินค้อมตัวลงตัวเรือนไป
ชายหนุ่มชายตามองเด็กที่สะบัดดิ้นอยู่ข้างตัวแล้วลากเข้าห้องนอนตนเพื่อกันเสียงดังไปถึงเรือนใหญ่
คุณชายนภสินธุ์ถูกเหวี่ยงไปบนพื้นกระแทกของเตียงอย่างจังจนถึงกับร้องโอย
แล้วเหลียวมองต้นแขนที่ถูกบีบเมื่อครู่ตอนนี้แดงช้ำเป็นรอยนิ้วมือ
คิ้วเรียวขมวดมุ่นริมฝีปากเม้มแน่นจ้องเขม็งไปยังคนเหวี่ยงเขาที่เดินไปท้ายเตียง
"ไอ้ซาดิสม์ !!" เด็กชายว้ากเฟ้ยขึ้นพร้อมวิ่งพรวดเข้าหาขณะชายหนุ่มกำลังยืนหา
ของกุกกักอยู่ พอได้ยินเสียงก็หันกลับมาจังหวะเดียวกับที่เด็กชายพุ่งเจ้าชนเต็มแรงจนผงุหลายหลังล้มตึงไปทั้งคู่
"หยุดแผลงฤทธิ์สักทีได้ไหม
!!" ชายหนุ่มพูดหลังจากตั้งหลักได้ คิ้วหนาขมวดอย่างไม่พอใจกับความแก่นเกินควรของเด็กที่นอนคว่ำอยู่บนตัวเขา
เด็กชายยันตัวขึ้นจากอกกว้างพร้อมแลบลิ้นปลิ้นตาใส่และตั้งท่าจะลุกแต่โดนคนตัวใหญ่กว่าสอดมือเข้าใต้รักแร้และจับยกขึ้นอย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มนั่งบนเตียงและจับ 'เด็กดื้อ' นอนพาดบนตัก คุณชายนภสินธุ์สะบัดดิ้นพลางตะโกนด่าพลาง
ชายหนุ่มยิ้มละไมให้กับตาดำขลับที่จ้องมาอย่างเคืองๆ
"รู้ไหม ? เด็กดื้อน่ะเค้าลงโทษด้วยวิธีใด
?" ว่าแล้วก็เงื้อมือขึ้นฟาดลงเต็มแรงที่ก้น คนถูกตีร้องจ้ากทันที
"ไอ้บ้า
! ไอ้ซา
"
แล้วกัดริมฝีปากเมื่อมือใหญ่ตีลงมาอีกครั้ง
ก่อนหยุดมองเด็กบนตัก เห็นมือเล็กกุมผ้าปูเตียงแน่นขึงยื่นกิ่งไม้ยาวสักสองสามนิ้วสีน้ำตาลแก่
ลักษณะตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมดจ่อตรงหน้า
"เอาล่ะข้าให้ทางเลือก
จะเลือกตีก้นหรืออมบอระเพ็ด ?"
ชายนภมองของในมือชายหนุ่มแล้วปัดออกพร้อมขืนตัวจนเกือบหลุดจากตักแต่ชายหนุ่มก็คว้าเอวบางไว้ก่อนแล้วยึดแน่นเข้า
"โว้ย ~! ไอ้มือหนัก
ปล่อยกูนะ !" เขาดิ้นเต็มแรงจนศอกไปกระทุ้งเข้าสีข้างผู้จับเขาไว้
วงแขนใหญ่จึงรวบตัวช่วงกลางเด็กชายไว้และฟาดมือลงเต็มแรง เป็นครั้งที่สามที่ถูกตีและทำให้หยดน้ำตาร่วมแหมะหยดลงเตียง
ดึกสงัดสายลมอ่อนพัดกระดิ่งแก้วที่แขวนตามมุมหลังคาดังราวเสียงดนตรี
ผ้าม่านขาวและมุ้งหลังใหญ่ที่คลุมเตียงไว้พลิ้วอ่อนๆ ตามสายลม
บนเตียงกลางห้องเด็กชายนอนหลับตาพริ้ม เสียงกรนเบาๆ แสดงถึงการหลับลึกที่เป็นผลจากความเหนื่อยจากการร้องไห้อย่างหนักหลังการลงโทษ
เจ้าของเตียงนอนตะแคงเช็ดคราบน้ำตาบนพวงแก้มเนียนให้อย่างแผ่วเบา
เป็นนานที่หลวงวิชิตสงครามนอนมองดวงหน้าหวาน
เขาเพิ่งสังเกตว่าขนตาเด็กชายยาวงอนเป็นแพหนา
ปลายจมูกโด่งงอนนิดๆ บ่งบอกนิสัยได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบอ่อนเผยอนิดๆ
ดูเย้ายวนและปลุกอารมณ์แปลกๆ ขึ้นในกายจนเขาอดไม่ได้ที่จะไล้นิ้วบนริมฝีปากนิ่มเบาๆ
เสียงครางฮือในลำคอพาให้ชายหนุ่มชะงัก ร่างเล็กพลิกตัวตะแคงหันหลังให้
เขากำมือแน่นและถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนหยิบผ้าห่มคลุมให้เด็กชายและลุกออกจากห้องไป
ที่ห้องท้ายนั่งสัปหงกอยู่ เขายิ้มเล็กน้อยหยิบไวโอลินและก้าวลงเรือน
ชายหนุ่มเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปยังเรือนแพ เมื่อได้มุมเหมาะก็นั่งลงสีเครื่องสายแผ่วเบาคล้ายจะให้เสียงดนตรีดับอารมณ์ว้าวุ่นในใจ
แม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกแปลกๆ กับเด็กที่อ่อนว่าเกือบรอบอย่างนั้นได้
แถมที่หนักว่านั้นคือนั่นเป็นเด็กผู้ชาย จนสุดท้ายต้องละมือจากเครื่องดนตรีพลางทอดสายตาเหม่อไปยังกลางคลองบางลำพูที่สายลมอ่อนสร้างคลื่นน้อยๆ
สะท้อนแสงจันทร์ระยับ เรือแจวลำหนึ่งพายเข้ามาใกล้ แสงไฟจากคบที่หัวเรือส่องให้เห็นคนบนเรือได้ถนัด
เมื่อเรือเข้าใกล้ชายหนุ่มก็ลุกไปช่วยจับหัวเรือไว้
"พี่ใหญ่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
ถึงว่าได้ยินเสียงดนตรีแผ่วๆ" คนนั่งกลางที่หน้าตาดีที่สุดทักขึ้น
"หลังแกออกเร่หว่านเสน่ห์สาวๆ
สัก 2 วันได้ล่ะ เจ้ากลาง"
เมื่อ 'กลาง' ขึ้นจากเรือได้ก็ไหว้พี่ใหญ่ตรงไหล่กว้าง
ชายหนุ่มตบไหล่น้องชายคนกลางเบาๆ "ผมดีใจจริงๆ ครับที่พี่ใหญ่กลับมา
โห เนี่ยคิดถึงแทบแย่ คิดจะไปเยี่ยมตั้งหลายคราแต่ติดที่
."
"ติดที่แกกำลังพะวงเรื่องลูกสาวชาวบ้านล่ะสิ"
น้องชายคนที่สองของบ้านฉีกยิ้มกว้าง พร้อมหลิ่วตาให้อย่างทะเล้น
"พี่สนใจมั่งมั้ยครับ"
ชายหนุ่มเงื้อเท้าขึ้น
"เอาตีนไปเถอะไอ้ทะลึ่ง"
กลางหัวเราะร่า "โห พี่ใหญ่ใจร้ายจะเตะน้องที่น่ารักอย่างผมได้"
หลวงวิชิตสงครามขำลึกๆ ในลำคอ
"ก็เป็นซะอย่างนี้ล่ะน้า
ถึงได็เป็นแค่จมื่นไม่ไปไหนอยู่อย่างนี้"
"แหม พี่ใหญ่ก็รู้ว่าผมเป็นยังไง
ไอ้เรื่องจะให้ขยันงกๆ วันๆ มีแต่งานแล้วได้ผลตอบแทนเป็นยศสูงๆ
น่ะ ลาก่อนเลยครับ สำหรับผมขอมุดประตูดินเข้าหาสาววังดีกว่า
สุขกว่าเยอะ"
"เออๆ ข้าล่ะหน่ายแกจริงๆ
ให้ตายเถอะ นี่ถ้าวันไหนไปถูกเจ้าของบ้านไหนฟันเพราะไปไล่ปล้ำลูกสาวเค้าล่ะก็ข้าก็เห็นจะอนุโมทนาสาธุให้ล่ะ"
ชายหนุ่มกล่าวปนระอา
"ว่าแต่มาจากไหนกันล่ะเนี่ยถึงกลับมาเอากลางดึกอย่างนี้
?"
"แหะๆ ก็จากที่พี่ใหญ่พูดเมื่อกี้เลยครับ
ผมโดนพ่อผู้หญิงเค้าไล่ฟันมา แต่ยังโชคดีที่ไม่โดนฟันตามที่พี่ใหญ่อวยพรให้เลยหนีมาทัน"
ยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน
"เออ จำเริญล่ะน้องกู"
"เนี่ยะ พี่ใหญ่คราวต่อไปพี่ใหญ่ก็ใช้คำพูดประกาศิตของพี่กับงานบ้างสิครับเผื่อจะได้เลื่อนเป็นพระกับเค้าบ้าง
ผมเห็นเวลางานพี่ใหญ่มักทำพลาดทุกที เลยยังกินตำแหน่งหลวงอยู่อย่างนี้"
แซวเสร็จก็ออกวิ่งหนีบาทาจากพี่ชายโดยเร็วและหัวเราะร่า ปล่อยให้คนถูกแซวยกเท้าเก้อ
เมื่อน้องฃายวิ่งจนลับตาก็หัวเราะขำและเหลือบมองบ่าวชายสองคนที่นั่งก้มหน้ากลั้นยิ้มเต็มที่
"แล้วพวกเอ็งนั่งทำอะไรอยู่วะ โน่นนายเอ็งอยู่โน่น ไป"
"ขะ..ขอรับ" บ่าวประจำตัวจมื่นอภิรูปรัชเยนต์สองคนรีบตาลีตาเหลือกวิ่งตามเจ้านายไปตามคำสั่ง"
สิ้นกาล
ที่ ๒
|