|
เพลงกาล
กาลที่
๓
รุ่งเช้าเด็กหลงยุคเดินเซๆ
กลับเรือนใหญ่และคิดอาฆาตชายหนุ่มเงียบๆ แต่ก่อนที่จะทันขึ้นบันไดเรือนเด็กตัวใหญ่ที่เขม่นเขาตั้งก่ะวันแรกที่มา
ซึ่งเขาไม่เห็นเสียหลายวันยืนวางก้ามขวางทางบันไดเรือนไว้
"มีอะไร !?" คนตัวเล็กกว่ากระชากเสียงถามอย่างฉุนๆ
"มีเรื่องอยากตกลงด้วย"
"ไว้วันอื่นละกัน"
"ไม่ได้ต้องวันนี้"
"เอ๊ะ ! ก็บอกวันอื่นก็วันอื่นเซ่
!"
"เอ๊ะ ! ก็บอกวันนี้ก็วันนี้เซ่
!"
"จะหาเรื่องเรอะ !? "
"ก็บอกแล้วว่าอยากตกลง"
"ง้นเรื่องอะไร ?"
"เรามาแข่งกัน ใครแพ้ต้องทำตามคำสั่งคนชนะทุกอย่าง"
"ไม่ดี ถ้าสั่งให้ทำเรื่องงี่เง่าซวยสิ"
"พูดยังกับตัวเองแพ้แน่งั้นแหละ"
"พูดเผื่อโว้ย"
"ว่าไง ตกลงมั้ย ?"
"แข่งอะไร ?"
เด็กหัวจุกยักมุมปากขึ้น
พร้อมพูดเน้น "จับแย้"
"หา !?"
"ไม่ตกลงถือว่าขี้ขลาด"
บานยิ้มอย่างเป็นต่อขณะที่คนตัวเล็กกว่ายืนหน้ามุ่ย ทั้งเจ็บก้นทั้งถูกด่าว่าขี้ขลาด
แล้วมีเรอะที่เขาจะยอม ดังนั้นผลคือ
"เออ ก็ได้"
"ดี งั้นไปกัน"
"เฮ้ย ตอนเนี่ยนะ !? เดี๋ยวเซ่
ฉันยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ"
"โห่ อย่างแกกินยังไงก็ไม่โตขึ้นหรอกวะ"
"ยังไงท้องก็ต้องมาก่อนแหละ"
"ก็ด้าย งั้นเลื่อนเป็นหลังเที่ยงเจอกันที่ใต้มะขามต้นนั้น"
"เออๆ" ตัดบทแล้วกระย่องกระแย่งขึ้นเรือนไป
ใต้ต้นมะขามบานมานั่งรอคู่แข่งโดยถือจานข้าวนั่งกินไปสายตาก็แลมองไปยังตัวเรือนอย่างกระวนกระวาย
พอเห็นร่างเป้าหมายลงบันไดพร้อมเล็กตามลงมาด้วยก็รีบยัดข้าวคำใหญ่เข้าปากเคี้ยวหยับๆ
และหยิบขันน้ำดื่มอึกๆ พอนำเดินมาถึงก็รีบลุกยืนเบ่งทันที
"เหอะ นึกว่ากลัวจนหดซะอีก"
เด็กตัวเล็กกว่าชูนิ้วกลางพร้อมยี้หน้าใส่
บานไม่รู้ความหมายของ 'นิ้วกลาง' แต่พอจะเดาสีหน้าออกว่าต้องเป็นคำด่าก็ทำท่าฮึดฮัดแต่ไม่ได้ว่าอะไร
"เออ เดี๋ยวก็รู้วะว่าใครมันจะแน่กว่าใคร"
"ได้เลย ไอ้พุงยื่น"
"ได้เลยเหมือนกัน ไอ้ขี้ก้าง"
'ไอ้ขี้ก้าง' แยกเขี้ยวใส
ขณะเดียวกันบนเรือน กลางกำลังนั่งอ้อนมารดาอยู่
เขาจะทำเช่นนี้ทุกครั้งที่หายจากบ้านไปเกินสัปดาห์ ส่วนคุณหญิงรอดก็คุยกับลูกชายไปนั่งจัดเชียนหมากไปและเมื่อลูกชายขอบุหรี่มวนหล่อนก็เอื้อมไปหยิบโหลแก้วที่มีบุหรี่กลีบบัววางเรียงกันอยู่
"เอ๊ะ ?"
"มีอะไรเหรอครับคุณแม่"
ลูกชายคนกลางของบ้านถาม
"ก็บุหรี่ที่แม่ทำไว้ให้พ่อกับพี่เจ้าน่ะสิ
แม่จำได้ว่าเมื่อช้าทำไว้ 20 มวนแต่ตอนนี้เหลือแค่ 17 ใครมือดีมาหยิบไปเนี่ย"
"พี่ใหญ่คงมาดอดเอาไปมั้งครับ"
เขาออกความคิดเห็นพร้อมเอื้อมมือไปหยิบบุหรี่มาจุดสูบ เขาพ่นควันออกและทำท่าสดชื่นจนมารดายิ้มน้อย
"แหม บุหรี่ของคุณแม่นี่หวานนุ่มไม่มีตกเลยนะครับ"
"แต่คงสู้แม่พวกสาวๆ
เค้าทำไม่ได้ล่ะสิ ถึงไม่ค่อยยอมกลับบ้านช่องนักน่ะ" ชายหนุ่มรีบวางบุหรี่ลงแล้วเข้ากอดมารดาทันที
"โธ่ จะมีใครที่ดีกับผมเหมือนคุณแม่อีกล่ะครับ"
คุณหญิงยิ้มระคนระอา
"ทำเป็นพูดดี เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้
ชอบหลอกคนแก่ให้ตายใจถึงเวลาจะได้ออกไปโปรยดอกรักได้สบายล่ะสิ"
หล่อนบ่นไม่จริงจังนัก พร้อมลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมดำขลับเบาๆ
อย่างอ่อนโยน
"คุณแม่ไม่ใช่คนแก่สักหน่อย
และผมก็ไม่ได้หลอกด้วย" แล้วไซ้ศีรษะตรงไหล่เนียน คุณหญิงหัวเราะเบาๆ
กิริยาที่กลางแสดงต่อแม่ทำให้ช้อยที่นั่งจัดดอกบัวอยู่อดอมยิ้มไม่ได้
คุณหญิงรอดชายตามาเห็นพอดี "เป็นอะไรไปแม่ช้อย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวหรือไปเจอใครเค้าขอเอ็งเป็นเมียรึไง"
"อุ๊ย คุณล่ะก็อย่างอิฉันน่ะถึงจะมีคนมาขอก็ไม่ไปไหนดอกเจ้าค่ะ
จะอยู่รับใช้คุณไปจนตายนั่นแหละ หรือถ้าจะไปอย่างน้อยก็ขอให้ได้อุ้มลูกคุณใหญ่ก่อนน่ะแหละเจ้าค่ะ"
"เออ พูดเรื่องถึงพ่อใหญ่ในเรื่องนี้แล้วข้าก็กลุ้มนัก
ดูพี่เจ้าสิกลาง จะย่างเข้าเบญจเพศอยู่รอมร่อยังไม่ยอมมองใครมาเป็นลูกสะไภ้ให้ข้าสักที"
"ฮั่นแน่ พูดอย่างนี้แปลว่าคุณแม่อยากอุ้มหลานใช่ไหมครับ"
"ก็ข้ามันแก่แล้วนี่"
"งั้นเอาลูกผมไหมครับ"
"เฮ้ อย่าบอกนะว่าแกไปทำใครเขาท้องขึ้นมาน่ะ"
"แฮ่ ทำไมคุณแม่ชอบมองผมในแง่ร้ายจัง
ผมหมายถึงถ้าอยากอุ้มหลานผมก็จะได้รีบๆ แต่งแล้วรีบๆ ทำลูกให้ไงครับ"
หล่อนตีแขนลูกชายเบาๆ อย่างหมั่นไส้
"พูดจาฟังไม่ได้เลยนะเรา
แต่ถึงอยากแต่งข้าก็ตบแต่งให้ไม่ได้ตราบใดที่พ่อใหญ่เค้ายังไม่แต่ง
ไม่มีบ้านไหนดอกนะพ่อพวงมาลัยที่น้องแต่งก่อนพี่น่ะ"
"นี่ผมถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพ่อพวงมาลัยแล้วหรือครับ"
เขาทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ แล้วฉีกยิ้มเผล่เมื่อมารดาส่งตาค้อนให้วงใหญ่
กลางหันมาหยิบบุหรี่สูบต่อ ขณะที่มารดาหันไปถามช้อยเรื่องลูกชายคนโต
"เมื่อเช้าเห็นท้ายมันบอกว่าวันนี้คุณใหญ่จะไปเข้าเฝ้าหลวงท่านเจ้าค่ะ"
หล่อนพูดพร้อมยกมือไหว้ขึ้นเหนือหัวเมื่อกล่าวถึง
'หลวงท่าน' "งั้นรึ" แล้วปรารภออกมา "ดูเจ้าลูกคนนี้สิจะไปไหนมาไหนไม่เคยบอกกล่าวกันล่ะ
สงสัยอยู่หัวเมืองตัวคนเดียวคงเคย ว่าแต่เจ้านบกับพ่อเล็กล่ะ
หลังมื้อเที่ยงข้าไม่เห็นมันเลย"
"เมื่อครู่ใหญ่เห็นลงไปเจออ้ายบานที่ใต้ต้นมะขามและเห็นไปทางไร่เจ้าค่ะ"
บ่าวหญิงรุ่นอีกคนที่นั่งหักก้านบัวตอบแทน
"คงไปเล่นประสาเด็กล่ะสิ"
"คุณแม่ครับ ไอ้เด็กผิวขาวตัวเล็กนั่นเด็กพี่ใหญ่หรือครับ"
"ใช่ พ่อใหญ่ไปซื้อมาจากชาวป่าแถวนั้น"
"ซื้อเหรอครับ ? แต่ตอนนี้มีกฎออกมาห้ามซื้อขายทาสกันแล้วนี่ครับ"
"แต่เค้าก็ยังให้ซื้อกันได้อยู่นี่นะ
กลาง เพียงแต่ให้ลดหย่อนราคาลงเท่านั่นเอง" ชายหนุ่มในชุดสากลสีขาวที่เพิ่งก้าวขึ้นเรือนมาพูดแทรกขึ้น
"ฮั่นแน่ วันนี้พี่ใหญ่เป็นวิหยาสะกำซะด้วย"
เขาสัพหยอกพี่ชาย ชายหนุ่มยิ้มบางๆ แล้วส่งหมวกทรงสูงให้ท้ายรับไป
ก่อนตรงเข้ากราบแทบตักมารดา และยื่นกล่องกลมยาวสีน้ำตาลแดงปักด้วยดิ้นทองให้
คุณหญิงรอดยื่นมือรับ "ใหญ่นี่มัน" หล่อนถามด้วยความไม่แน่ใจ
ขณะที่มือสั่นน้อยๆ
"เปิดสิครับ"
หล่อนเปิดจุกออกแล้วคลี่กระดาษสีเหลืองอ่อนที่ม้วนอยู่ข้างในคลี่ออกพร้อมกัลน้ำตาที่ร่วงลงอาบแก้มด้วยความปีติ
กระดาษแผ่นนั้นตรงหัวมีตราช้างเผือกสองเชือกยืนหันหัวเข้าหากันและมีฉัตรอยู่ระหว่างกลางซึ่งเป็นตราแผ่นดิน
ถัดลงมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งกรมกลาโหม กรมมหาดไทยและกรมพระสุรัสวดี
ประกาศเลือดยศ หลวงวิชิตสงคราม เป็น พระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์
ผู้ช่วย ราชการเมืองกาญจนบุรี นา ๑๗๐๐ พร้อมเครื่องยศถ้วยทองกาทอง
จบข้อความหล่อนก็มวนอย่างถนอมเก็บใส่กล่องพร้อมยกชูไหว้ขึ้นเหนือหัว
น้องชายคนกลางเอื้อมมือมาบีบไหล่พี่ชายหนักๆ
"ดีใจด้วยครับ พี่ใหญ่" เขายิ้มตอบน้องชาย แล้วคลานเข้าหามารดาที่อ้าแขนรออยู่
หล่อนรวมตัวบุตรคนโตเข้าโอบขวัญ "แม่ดีใจ ที่ลูกชายของแม่เป็นที่วางใจแก่ท่าน
ท่านให้ความเมตตาแก่ลูกขนาดนี้ลูกต้องรับใช้เบื้องยุคคลบาทท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่นะจ้ะ"
"ครับ คุณแม่"
ห่างจากบริเวณบ้านพระยาวิจิตรคุณบริพัตรไปพอเดินเหนื่อยมีสวนที่ชาวบ้านปลูกทิ้งไว้ไร้การดูแลอยู่
ทำให้สภาพทั่วไปค่อนข้างเหมือนป่ามากกว่าสวน เพราะรกไปด้วยวัชพืชแล้วยังปล่อยให้ไม้ใหญ่ยืนต้นเบียดกันดูน่ากลัว
กิ้งก่าและแมลงดินหลายตัววิ่งหนีเข้าพุ่มไม้เมื่อได้ยินเสียงแกรกกรากของหญ้าที่ถูกเหยียบโดยเด็กชายสามคน
จนเมื่อถึงจุดหนึ่งคนตัวใหญ่ที่สุดก็หยุดเดินและหันมาทำท่าขึงขังพร้อมสูดหายใจเหมือนเวลากล่าวปราศรัย
"ในสวนนี่มีแย้มากกว่าบริเวณอื่น
จึงได้พาแก" ชี้มือไปที่คู่แข่ง "มาแข่งจับแย้กัน ใครจับได้ถึง
10 ตัวก่อนเป็นผู้ชนะ และผู้แพ้ต้องทำตามคำสั่งผู้ชนะทุกอย่างเป็นเวลาหนึ่งเดือน"
"ข้าเป็นคนตัดสินให้เอง"
เล็กเสนอตัวอย่างนึกสนุก
"แล้วไอ้แย้นี่มันรูปร่างยังไงล่ะ"
ทั้งเล็กและบานหันขวับมาจ้องคนถามทันทีที่จบประโยค แล้วพูดขึ้นพร้อมกัน
"ว่าไงน้า"
แต่คุณชายนภสินธุ์เพียงยักไหล่
"ทำไม ? มีสัตว์ตั้งหลายพันธุ์ในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วฉันไม่รู้จักแค่แย้มันผิดอะไรตรงไหนเรอะ"
"ผิดเซ่ ! นี่แกอยู่รอดมาได้ไงวะไม่รู้จักแย้น่ะ
แกนี่มันโง่ฉิบหาย" คำปรามาสของบานทำให้อารมณ์ของนภพุ่งขึ้น
"เออ ! กูมันไอ้โง่ที่ไม่รู้จักไอ้สัตว์งี่เง่าของมึง
! แต่อย่างน้อยในเรื่องอื่นกูก็ฉลาดกว่ามึงล่ะวะ !!"
"ว่าไงนะโว้ย ! ไอ้ขี้ก้างผอมกะโร่
หัวโตตัวเล็กยังก่ะผีกองกอยอย่างมีงน่ะเรอะทำอวดเก่งมาบอกว่าฉลาดกว่ากู
!"
เล็กพยายามปรามให้ให้สองคนสงบลงโดยผวาเข้ายึดแขนนภสินธุ์ที่ทำท่าจะกระโจนเข้าหาคนตัวใหญ่กว่า
"เกะกะ !!" แล้วสะบัดผลักเล็กลงไปก้นจ้ำม่ำบนพื้น
จังหวะนั้นเปิดโอกาสให้บานจู่โจมก่อนอย่างเร็วโดยต่อยอย่างจังเข้าหน้าจนร่างเล็กเซล้มไป
คนรุกโถมตามจับคอเสื้อแล้วต่อยอีกที ตอนนั้นเองที่เล็กลุกขึ้นมาได้แล้วรวบเข้าใต้แขนบานพยายามยื้อให้ลกจากตัวคนตัวเล็กที่นอนจุกอยู่กับพื้น
พอฉุดบานขึ้นมาได้นภสินธุ์ก็ถือโอกาสยกเท้าถีบเต็มรักเข้าที่ท้องใหญ่ๆ
ของบานทำเอาหงายหลังไปทั้งคนถูกถีบและเล็ก คราวนี้เป็นทีรุกของเด็กชายตัวเล็ก
เขาตั้งหลักได้ก็ลุกขึ้นฉุดตัวเล็กออกจากการทับของบานและเตะเต็มเท้าเข้าซี่โครงจนคู่ต่อสู้พลิกตัวงอ
นภสินธุ์ก้าวเข้ามายืนคร่อมบาน จับหมับเข้าที่คอเสื้ออีกฝ่ายออกแรงดึงขึ้นและต่อยเข้าหน้าเต็มแรงสองทีเป็นการแก้คืนจากเมื่อครู่
บานเองไม่ยอมแพ้เช่นกัน อาศัยที่ตัวใหญ่กว่าออกแรงใช้มือจับข้อมือเล็กที่กุมเสื้อตนอยูบีบแรงและยกขาเสยเข้าหลังทำให้นภล้มคว่ำไม่เป็นท่าลงไปนอนแผ่อยู่ข้างตัว
บานได้ทีพลิกตัวทับร่างเล็ก ทั้งสองสู้กันอย่างอีรุงตุงนังจนเล็กที่เป็นคนกลางไม่รู้จะจัดการห้ามอย่างไร
ขณะกำลังตัดสินใจวิ่งไปหาคนช่วยห้าม ก็มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งวิ่งตะโกนปาวๆ
เข้ามา
"เฮ้ย ! พวกเอ็งมาอาละวาดอะไรในสวนข้าวะ
!!"
เล็กรีบตะโกนเรียกทันที
"น้า น้า ! ช่วยห้ามสองคนนี่ที" ชายเจ้าของสวนก้าวสวบๆ เข้ามารวบคอเสื้อเด็กทั้งสองให้แยกกัน
แล้วตะโกนด่าพร้อมลากออกไปทั้งที่ทั้งสองพยายามยื้อและดิ้นให้หลุดจากการจับพลางตะโกนด่าระหว่างกันไปพลาง
เล็กเดินกึ่งวิ่งตามหลังไปอย่างนึกโล่งใจและอดวิตกถึงสิ่งที่จะตามมาไม่ได้
สภาพคู่อริที่นั่งหน้าจ๋องตรงหน้านั้นมอมแมมไม่ผิดอะไรกับหมาที่เพิ่งฟัดกัน
คุณหญิงรอดระบายลมหายใจแผ่วเบา
"ข้าไม่อยากสนใจเรื่องเด็กทะเลาะกันนักเพราะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
แต่นี่ถึงขนาดไปทะเลาะกันในสวนไร่ของชาวบ้านทำให้ข้าอับอายนัก
ก็เห็นพวกเจ้าจะไม่พ้นโทษได้ล่ะ" ทั้งคู่ยิ่งก้มหน้างุดลงไปอีก
ส่วนเล็กก็ใจคอไม่ดีนักแต่ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งลุ้นคำตัดสินโทษของแม่ว่าจะออกมาในรูปใด
"ช้อย"
"เจ้าคะ"
"ไปเอาหวายมา"
คู่อริสะดุ้งเฮือกทันที
"เจ้าค่ะ" ระหว่างคลานไปหยิบหวายช้อยมองคุณใหญ่แวบหนึ่ง
เห็นนั่งอัดบุหรี่เข้าปอดพร้อมหรี่ตามองเด็กที่ตนซื้อมาก็ให้นึกสงสารเด็กนบขึ้นมาทันควัน
เพราะรู้แน่ว่านบจะไม่แค่โดนหวายจากคุณหญิงคนเดียว แต่ต้องได้รับโทษจากคุณใหญ่อีกแน่
"ข้าจะลงคนละ 10 เท่าจำนวนที่พวกเจ้าพนันกันไว้
แต่ข้าขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายถ้ามีครั้งต่อไปข้าจะให้ท่านเจ้าคุณจัดการ"
คุณชายนภสินธุ์สะดุ้งทุกครั้งที่ช้อยป้ายยาลงบนแผล
เขากำผ้าปูเตียงแน่นขบริมฝีปากกั้นเสียงร้อง "ข้าเคยเตือนแล้ว"
เสียงทุ้มห้าวดังขึ้น
เด็กชายเงยหนามองคนที่ก้าวเข้ามา เมื่อเห็นดวงตากลโตชุ่มไปด้วยน้ำตาก็ถอนใจเล็กน้อยก่อนเข้ามานั่งบนเตียงลูบหัวทุยหนักๆ
"ช้อย เอานี่ทาแทน" ยื่นถ้วยกระเบื้องให้
"อะไรเจ้าคะ"
"กล้วยหอมบด ทาไว้แผลจะเย็นไม่ระบมและไม่เป็นแผลเป็นด้วย"
พอช้อยจะลงมือทาก็ชะงักเมื่อชายหนุ่มเอื้อมมือมาห้ามไว้ "เดี๋ยว
นี่อาบน้ำเช็ดตัวให้รึยัง ?"
"ยังเจ้าค่ะ"
"ไปหาน้ำอุ่นมาเช็ดตัวเช็ดคราบออกก่อนเดี๋ยวทาเสร็จจะได้นอนเลย"
ระหว่างที่ช้อยไปเตรียมเครื่องอาบน้ำตามคำสั่ง
ชายหนุ่มก็นั่งไล้แก้มเนียนเล่นพลางพินิจรอยแผลที่เป็นริ้วยาวซ่อนกันบนแผ่นหลังแดงช้ำ
"ยังดีแค่แดงนูนไม่ถึงกับแตกเลือดไม่ออก
ไม่อย่างนั้นหลังเนียนๆ ของเจ้าได้มีรอยตราประทับเป็นแน่"
"หึ แค่นี้ก็เจ็บจะตายอยู่แล้ว"
"รู้ว่าเจ็บแล้วยังหาเรื่องอีก"
"ใครอยากหาเรื่องล่ะ"
แม้จะเจ็บแผลแต่ก็ทนกัดฟันพูด เรื่องแบบนี้เก็บไว้ไม่ได้หรอกขืนไม่พูดซะบ้างมีหวังได้อัดใจตายพอดี
ใครจะว่าเขาเป็นคนขี้ฟ้องก็ช่างเถอะ
"เด็กบ้านคุณมันชวนผมเข้าไปในสวนนั่นและกระโจนเข้าต่อยผมก่อน
ผมก็ต้องป้องกันตัวสิ อย่างนี้มาหาว่าหาเรื่องเจ็บตัวได้ไง"
"โดนขนาดนี้ยังไม่วายปากมากอีกนะเรา"
ร่างเล็กผวาลุกขึ้นตั้งท่าอ้าปากจะด่าแต่ก็ต้องโถมลงนอนใหม่พร้อมร้องโอดครวญ
ชายหนุ่มเห็นกิริยาก็ยิ้มขำ พอดีกับที่ช้อยเปิดประตูมีทาสหญิงสองคนถืออ่างน้ำเดินตามเข้ามา
จึงลุกไปยืนริมหน้าต่างปล่อยให้อดีตแม่นมจัดการเด็กบนเตียง จนเนื้อตัวสะอาดเรียบร้อยคุณใหญ่ก็สั่งให้ทุกคนออกไป
เขาทรุดนั่งลงข้างร่างเล็กแล้วใช้ไม้กวนกล้วยบดในถ้วยกระเบื้องใบเล็กเบาๆ
แล้วค่อยๆ ป้ายลงบนแผลที่เป็นริ้วยาวซ่อนกันบนแผ่นหลัง
"อื้อ" เสียงร้องแผ่วทำให้เขาหยุดมือ
"เจ็บรึ"
"มันยังไงไม่รู้ จี๊ดๆ
เหมือนโดนยุงบวกมดกันเลย"
"นี่แหละโทษของเด็กดื้อ"
"อะไรอีกล่ะ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นการป้องกันตัวน่ะ"
ยังไม่วายแย้ง
"จริงน่ะ ?"
เด็กชายชะงักนิดนึงก่อนอ้อมแอ้มตอบ
"มันก็แถวๆ นั้นแหละ"
"เรานี่มันอารมณ์ร้อนไม่เข้าเรื่อง
ไม่รู้รึการปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือความคิดน่ะมีแต่จะให้โทษ"
"ก็มันอดไม่ได้นี่นา
เจ้านั่นมันหาว่าผมหัวโตตัวเล็กเหมือนผีกองกอย แถมยังว่าว่าโง่ฉิบหายที่ไม่รู้จักแย้ด้วยเชียวนะ"
"แต่เจ้าก็ว่ามันไปเหมือนกันล่ะสิ"
นภสินธุ์เงียบ
"เอาเถอะ ว่าแต่เจ้าไม่รู้จักแย้จริงรึ"
"ก็ใช่สิฮะ ถ้ารู้คงไม่ถามให้มันด่าใส่ยังงั้นหรอก"
"แปลก นี่เจ้าโตมาได้ยังไงเนี่ย"
"คุณพูดเหมือนไอ้ฉุนั่นเลยนะ"
"ก็มันแปลกจริงนี่ แย้น่ะมีออกดาษดื่ม
ยิ่งแถวคลองยิ่งมีเยอะใหญ่ ข้าไม่อยาก เชื่อนักว่าเด็กที่ช่วยตาหาปลาทำปลาตากแห้งขายจะไม่เคยเห็นแย้มาก่อน"
"นี่แน่ะ" เด็กชายทุบต้นขาชายหนุ่มตามแรงที่มีอยู่จะอำนวย
แม้จะไม่สะทกสะท้านหากชายหนุ่มก็แก้คืนโดยการจงใจกดตัวยาหนักๆ
บนแผลทีหนึ่ง
"โอ้ย !"
"ฤทธิ์มากนักนะเรา"
นภสินธุ์จ้องตาเขียวปั้ด
"บ้า !"
ร่างสูงไม่ต่อคำด้วยนอกจากเกลี่ยทาตัวยาเงียบๆ
"คงต้องลองดูก่อนนะครับ
ผมไม่แน่ใจนักว่ายาชุดนี้จะถูกกับแกรึเปล่า" ขุนหมอวัยกลางคนพูดกับพระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์เบาๆ
หลังตรวจอาการเด็กชายและเจียดยาเสร็จ ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปส่ง
ส่วนช้อยส่งยาให้พวกทาสรุ่นสาวนำไปต้ม
หลังจากถูกเฆี่ยนเช้าต่อมานภสินธุ์ก็ไข้ขึ้นหนักเพราะพิษแผล
ยังดีที่แผลไม่หนักมากนักจึงพอนอนหงายได้ ส่วนคุณหญิงเองก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าเด็กชายจะถึงขนาดแพ้พิษแผลจนไข้ขึ้น
เพราะขนาดบานทีโดนพอๆ กันตอนนี้กำลังวิ่งปร๋ออยู่ หรือแม้แต่เล็กที่เมื่อก่อนเคยโดนเฆี่ยน
ไปบ้างแต่ก็ไม่เคยจับไข้สักที
หลังจากหมอไปแล้วร่างสูงก็กลับเข้าดูอาการเด็กชาย
ฝ่ามือใหญ่ที่วางแนบใบหน้าเนียนนั้นอุ่นแต่ก็ยังสู้ความร้อนจากกายร่างเล็กไม่ได้
พิษไข้ทำให้ใบหน้าและผิวพรรณที่ปกติอมเลือดฝาดเล็กน้อยกลายเป็นแดงก่ำ
โดยเฉพาะช่วงใบหน้า เขาเกลี่ยนิ้วเบาๆ บนแก้มนุ่มที่ช้ำนิดๆ
เพราะแรงต่อย
"คืนนี้ดูแลให้ดีล่ะช้อย
ถ้ามันเป็นมากกว่านี้ข้าจะลงหวายเอ็ง" ชายหนุ่มเอ็ดอดีต แม่นมตนเบาๆ
อย่างกระวนกระวายใจ
"อ้าว ทำไมคุณใหญ่มาลงที่อิฉันล่ะเจ้าคะ
ถ้าคืนนี้อาการเจ้านบมันทรุดก็ต้องโทษยาขุนหมอท่านต่างหาก"
คนเอ็ดนึกขึ้นได้ "โทษทีช้อยข้าห่วงเด็กมันมากไปหน่อย"
"เจ้าค่ะ ยังไงอิฉันก็ต้องดูมันให้ดีอยู่แล้วล่ะ
ไม่งั้นจะโดนหวายเอาได้ง่าย" พูดจบก็ค้อนชายหนุ่มวงใหญ่
บานประตูเปิดเข้ามาชายหนุ่มหันไปมองมารดาที่ก้าวเข้ามาก็ลุกขึ้น
"เป็นอย่างไรบ้างพ่อใหญ่" ถามพร้อมเดินมานั่งบนเตียงแทนที่ลูกชาย
แล้วลูบหน้าผากร่างที่นอนแบ่บแผ่วเบา
"ไข้ขึ้นจัดครับ"
"เฮ้อ โทษทีนะที่ข้าไปทำเด็กแกเสียล้มป่วยไปอย่างนี้"
"ไม่ดอกครับ คุณแม่ไม่ได้ลงมือหนัก
เพราะทีเจ้าบานยังไม่เป็นอะไร"
"ข้าดูๆ แล้วเหมือนเด็กมันไม่เคยโดนตีอย่างนั้นแหละ
แต่พ่อแม่ที่ไหนไม่เคยตีลูกกันล่ะ จริงไหม ?"
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งจนคุณหญิงรอดลุกขึ้นและจะออกไป
เขาจึงเรียกเบาๆ
"คุณแม่ครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษาเกี่ยวกับเด็กนี่"
แล้วเดินประคองมารดาออกนอกห้องไป
สิ้นกาล
ที่ ๓
|