All Novels on this site are not allowed to copy or use in other media
without asking from the writters. Please respect the rule.

ผลงานที่ลงในเว็ป ACHOclub มีเพื่อให้ความบันเทิงในเว็ปนี้เท่านั้น
ห้ามมิให้นำไปแอบอ้าง หรือลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9

เพลงกาล

กาลที่ ๔

"พ่อใหญ่คิดว่าเด็กนั่นเชื่อได้แค่ไหนกันล่ะ" คุณหญิงรอดถามขึ้นหลังขากเงียบฟังลูกชายเล่าถึงคำบอกที่เด็กนบพูดให้ฟังเมื่อคืนวาน

"ทีแรกผมก็ไม่เชื่อดอกครับว่าจะจริง แต่มีอะไรหลายๆ อย่างให้ฉุกคิดอยู่เหมือนกัน"

"แต่เอ…ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมไม่พูดให้โจ่งแจ้งไปเสียเลยเล่า นี่ถามอะไรก็เอาแต่อมพะนำเหมือนไม่อยากพูด"

"ผมว่าแกคงมีเรื่องบางอย่างลำบากใจที่ต้องปิดไว้กระมังครับ"

"แม่ชักใจเสียแล้วสิพ่อใหญ่" คุณหญิงกางพัดขึ้นพัดแรงๆ อย่างกระวนกระวาย "ถ้ามัน เออ แกเป็นลูกเจ้านายท่านจริงแล้วที่ข้าเฆี่ยนจนจับไข้ขนาดนี้ล่ะ มิมีความผิดมหันต์รึ"

"คงไม่ดอกครับ เพราะคุณแม่ลงโทษตามสมควรแล้ว"

"ไม่ได้การล่ะพ่อใหญ่ เห็นทีพรุ่งนี้แม่ต้องเฝ้าพระองค์ท่านเสียแล้วสิ เผื่อจะได้ความบ้างว่ามีลูกท่านลูกนายพระองค์ใดหายไปบ้าง" ชายหนุ่มยิ้มขำความตื่นของมารดา

"ถ้าอย่างไรฝากบอกเพี้ยนกับแพรด้วยนะครับ ว่าผมกลับมาแล้วว่าจะอยู่สักเดือนอย่างไรก็ขอให้ลามาหาบ้าง" คุณหญิงหุบพัดตีเข่าลูกชายคนโตเบาๆ

"ไปว่าน้องได้นะพ่อใหญ่นี่" ชายหนุ่มไม่ได้ว่ากระไรอีกนอกจากรอยยิ้มละไม


ณ ตำหนักวังท่าเตียน คุณหญิงรอดคลานเข้ากราบแทบตั่งสตรีผู้สูงศักดิ์

"มีอะไรรึแม่รอด ไม่เคยปรากฏเลยนี่ว่าหล่อนนะมาหาฉันถึง 2 คราในเดือนเดียวกัน" เสียงนุ่มกังวานบ่งอำนาจถามพลางอมยิ้ม

"พอดีลูกคนโตเพิ่งกลับมาจากหัวเมือง จึงอยากชอประทานอนุญาตให้แม่เพี้ยนกับแม่แพรกลับบ้านสัก 2-3 เพลามังคะ"

"ลูกหล่อนกลับกรุงเทพแล้วรึ เอ ถ้าฉันจำไม่ผิดรู้สึกจะเพิ่งได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นคุณพระแล้วสินะ"

"มังคะ" ยิ้มอย่างภูมิใจ

"น่ายินดีนะที่ลูกคนโตได้กินตำแหน่งพระ แล้วยังลูกสาวคนเล็กเป็นที่ต้องตาท่านในกรมด้วยอีกคน"

"แม่แพรน่ะรึมังคะ" น้ำเสียงแสดงความตกใจ

"ทำไมทำสุ่มเสียงอย่างนั่นเล่าแม่รอด รึหล่อนไม่อยากให้ลูกเป็นหม่อมงั้นรึ" คุณหญิงรอดอ้ำอึ้งตอบ

"เปล่ามังคะ…เพียงแต่…หม่อมฉันเกรงว่าแม่แพรคงไม่พอใจนักดอกมังคะ…เพราะ…เอ่อ…."

"เอ้า มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ ติดขัดอะไรก็พูดมาสิฉันจะได้แก้ไขให้"

"คือแม่แพรแกชอบพออยู่กับหลวงแผลงสะท้านอยู่แล้วมังคะ"

"ตายจริง อย่าบอกนะว่าถึงขั้นหมั้นหมายกันแล้วน่ะ"

"ยังไม่ดอกมังคะ แต่ตัวหม่อมมะลิวัลย์ก็มาพูดขอไว้หลายคราอยู่"

"งั้นรึ ดีนะที่แม่แพรยังไม่รู้ว่าท่านในกรมต้องตาอยู่ ฉันก็พอจะพูดกับท่านให้ได้อยู่ดอก แล้วแม่เพี้ยนล่ะจะถวายเป็นบาทบริจาริกาท่านจริงรึ"

"มังคะ เรื่องแม่เพี้ยนท่านเจ้าคุณท่านจัดการทั้งหมด"

"ก็ดี จะว่าไปแม่เพี้ยนก็หน้าตาสะสวยเอาเรื่องอยู่ แม่รอดนี่โชคดีนะมีลูกแฝดแท้ๆ แต่กลับหน้าไม่เหมือนกัน ต่างก็งามไปคนละแบบ อย่างนี้สิไม่น่าเบื่อ"

"แหม ท่านก็"


"สรุปคุณแม่ก็ไม่ได้พูดเรื่องเจ้านบ"

"โธ่ เรื่องแบบนี้ถามได้ที่ไหนเล่า ขืนเอ่ยปากไปแล้วไม่มีมูลความจริงดีไม่ดีเด็กมันนั่นแหละจะได้รับโทษ"

ชายหนุ่มยิ้มบาง เขารู้อยู่แล้วว่ามารดาต้องไม่ถามแน่ ขณะกำลังยกฝิ่นขึ้นสูบก็ผงะเมื่อเสียงแว้ดๆ ของน้องสาวดังมาก่อนตัวจะมาถึง

"พี่ใหญ่ ! น้องได้ยินว่าพี่เอาเด็กทาสขึ้นมานอนบนเรือนหรือคะ"

"เพี้ยน ทำไมแสดงกิริยาอย่างนี้ล่ะลูก ไม่งามเลย" แม่เอ็ดเบาๆ หญิงสาวนึกขึ้นได้จึงชะงักและเปลี่ยนจากเดินตึงตังเมื่อครู่เป็นค่อยๆ สืบเท้าเข้าหาและทรุดตัวลงคลานเมื่อได้ระยะ

"ไหนเมื่อครู่เอ็ดตะโรเรื่องอะไร" พี่ชายใหญ่ถามน้องสาวที่เข้ามากราบแนบตัก

"คือเมื่อสักครู่น้องเห็นช้อยออกมาจากห้องเก่าพี่ใหญ่ ก็สงสัยว่ามีใครอยู่ข้างในเพราะแกถือหม้อยาออกมาด้วย พอรู้ว่าคนที่อยู่เป็นทาสที่พี่ใหญ่ซื้อมาน้องก็โมโหสิคะ พี่น่ะไม่มีเหตุผลเลย ไปเอาทาสนั้นขึ้นมานอนบนเรือนเดียวกับเจ้าคุณพ่อได้ได้อย่างไรกัน" หล่อนฟ้องพร้อมบ่นและด่าเสร็จสรรพ

หากชายหนุ่มยิ้มละไมลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ "มาอีกคนแล้วที่หาว่าพี่ไร้เหตุผล ตอนพี่พาเจ้าเด็กนั่นมาใหม่ๆ พ่อเล็กก็ต่อว่าพี่อย่างนี้เช่นกัน แต่เจ้าคุณพ่อกับคุณแม่ท่านก็ไม่ได้ว่ากระไรนี่นะ ใช่ไหมครับคุณแม่"

คุณหญิงเงียบไปนิดนึงก่อนยิ้มตอบอย่างไม่ค่อยสนิทนัก "จ้ะ ใช่จ้ะ"

เพี้ยนทำหน้าไม่ค่อยเชื่อนักแต่ก็ปล่อยเรื่องนี้ไปและหันมายิ้มอ้อนพี่ชายใหญ่ "เอาเถอะค่ะ ในเมื่อใครๆ เค้าเห็นดีด้วยเพี้ยนก็คงไม่พูดอะไรล่ะ แต่เพี้ยนดีใจนะคะที่พี่ใหญ่กลับมาน่ะ แหม คิดถึ๊ง คิดถึงค่ะ" แล้วเข้ากอดแขนพี่ชายไว้พร้อมไซ้เบาๆ จนมารดาอดไม่ได้ต้องเอ็ดขณะเดียวกันก็ยิ้มขำอย่างเอ็นดู

"นี่แม่เพี้ยน เป็นผู้เหย้าผู้หญิงไปแสดงกิริยาอย่างนั้นกับผู้ชายได้รึ"

"แหม ~ คุณแม่ขา ก็เพี้ยนคิดถึงพี่ใหญ่นี่คะ" หล่อนยิ้มทะเล้นให้แม่และเงยหน้ามองพี่ชาย "เนอะ พี่ใหญ่เนอะ"

"เอาเถอะ แม่น้องคนนี้เห็นทีจะเปลี่ยนนิสัยยากล่ะ"

"แล้วแม่แพรล่ะ ยังอยู่กับหลวงแผลงอีกรึ" แม่ถามขึ้น

"ค่ะ แหม หลวงแผลงน่ะพอรู้ว่าแพรกลับมาล่ะก็รีบแจ้นมาหาตั้งแต่พระเพิ่งบิณฑบาตรจนป่านี้แหละค่ะ ฮิ ฮิ สงสัยจะลืมว่าบ้านตัวเองอยู่ไหน"

"เรานี่ทะเล้นจริงๆ เหมือนพ่อกลางไม่ผิด ให้ตายเถอะลูกฉันแต่ละคน สงสัยจะมีแต่พ่อใหญ่แม่แพรกับพ่อเล็กกระมังที่พอเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้างน่ะ"

"โธ่ คุณแม่น่ะก็พูดเกินไป อย่างนี้หาว่าหนูกับพี่กลางไม่ใช่ผู้ไม่ใช่คนน่ะสิคะ แต่เอ…ถ้าหนูไม่ใช่ผู้คนกับเขาจริงแล้วพ่อแม่เป็นอะไรน้า"

"เพี้ยน ขอโทษคุณแม่เดี๋ยวนี้" ชายหนุ่มเอ็ดเสียงเข้มเพราะคำพูดที่กินความหมายเกินถึงบิดามารดา เพี้ยนหน้าเสียเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้จึงก้มกราบต่อหน้าแม่

"เพี้ยนขอประทานโทษค่ะคุณแม่"

"ไม่เป็นไรดอกลูก แต่เวลาเข้าถวายตัวน่ะอย่าไปแสดงกิริยาและคำพูดโผงผางอย่างนี้เข้าล่ะ"

"เจ้าค่ะ" ยังไม่วายยิ้มทะเล้นให้แล้วหันมาขยิบตาให้พี่ชาย เขาส่ายหน้านิดๆ อย่างระอา


แพรต่างกับพี่สาวตรงที่หล่อนเป็นคนขี้อาจและมีความเป็นกุลสตรีมากกว่า แม้กระทั่งหน้าตา แม้จะเป็นฝาแฝดแต่ทั้งคู่ก็เป็นแฝดต่าง เค้าหน้าแพรจะเป็นแบบสวยหวานอมพ่ออมแม่ ส่วนเพี้ยนแฝดคนพี่สวยแบบหวือหวาคมเข้มและผ่าไปเหมือนปู่จึงได้ชื่อว่าเพี้ยน นี่คือคำบอกเล่าของช้อยที่บรรยายให้เด็กนบฟังหลังจากทนฟังคำค่อนขอดว่าชื่อ 'เพี้ยน' น่ะพิลึกไม่ค่อยได้

"ก็มันพิลึกจริงๆ นี่ป้าช้อย มีใครบ้างเค้าตั้งชื่อลูกตัวเองว่า เพี้ยนน่ะ เดี๋ยวโตขึ้นก็เพี้ยนสมชื่อพอดี" ข้อนี้ช้อยเถียงไม่ออก เพราะคุณเพี้ยนของแกออกจะขวานผ่าซากและโผงผางผิดจากลูกสาวผู้ดีคนอื่นจริงๆ

"ช่างเถอะเจ้าค่ะ ว่าเรื่องตัวเองก่อนเถอะ มาเร็วมาทานยาเสียดีๆ"

ช้อยเริ่มใช้คำพูดสุภาพกับเด็กชายเมื่อคุณหญิงและคุณใหญ่เล่าถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับฐานะของเขาให้ฟัง ทีแรกพอได้ยินหล่อนแทบทรุดมือไม้อ่อนไปหมดจนชายหนุ่มหัวเราะขำและย้ำว่านี่เป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น แต่กระนั้นหล่อนก็ยังไม่คลายกลัวอยู่ดี

"โธ่ อิฉันเคยเอ็ดแกตั้งหลายคราอย่างนี้เสนียดมิขึ้นหัวแย่หรือเจ้าคะ" นี่เป็นคำที่หล่อนปรารภกับชายหนุ่ม และจากนั้นมาหล่อนก็รับใช้เด็กชายสุภาพเสียยิ่งกว่าทำต่อคุณใหญ่เสียอีก จนเพี้ยนอดค่อนไม่ได

้ "นี่ช้อย ฉันเพิ่งรู้นะว่าป้าเปลี่ยนนายเสียแล้วน่ะ" คนถูกค่อนสะดุ้ง "ว่าไงนะเจ้าคะ"

"ก็ป้าน่ะปรนนิบัติเจ้าทาสนั่นเสียเหลือเกินเลยนี่"

"โธ่ คุณเพี้ยนเจ้าชา อิฉันก็ทำตามที่คุณใหญ่แกสั่งแหละเจ้าค่ะ"

"เรอะ นึกว่าจะเปลี่ยนนายแล้วเสียอีก"

"คุณก็มาว่าช้อยได้" และจากนั้นแม้เพี้ยนจะไม่พอใจนักที่เด็กชายเป็นเพียงทาสแต่กลับมาอยู่บนเรือนใหญ่และอยู่หอนอนเดียวกับหล่อน แต่หล่อนก็ถูกใจในตัวเด็กชายในเรื่องรูปร่างหน้าตานั่นเอง แม้จะไม่คิดมากแต่ก็อดปากที่จะค่อนแคะพี่ชายไม่ได้

"ต๊าย พี่ใหญ่เข้าใจไปหานะคะ หาที่ไหนได้เด็กชาวป่าที่หน้าตาผิวพรรณผุดผ่องอย่างนั้นน่ะ"

"ใครว่าหา มีคนมาประเคนขายให้ต่างหาก"

"นั่นแหละค่ะ แหม พี่ใหญ่เนี่ยตาถึงจังน้า เพี้ยนชักอยากคิดแล้วสิว่าพี่ใหญ่ซื้อมาทำอะไรเอ่ย" และทำตาปริบๆ ใส่พี่ชายจนเขาต้องเขกหัวให้เบาๆ

"คิดอะไรน่าเกลียดจังเลยเรานี่ พี่ไม่พิเรนทร์ขนาดนั้นดอกนะ"

"ฮั่นแน่ รู้ด้วยว่าน้องคิดอะไร อย่างนี้แปลว่าพี่ใหญ่ต้องเคยคิดแน่ๆ เลย"

"พี่เพิ่งรู้นะว่าในวังเขาสอนพวกผู้หญิงกันแบบนี้น่ะ"

"โถ พี่ใหญ่ขา" เข้ากอดแขนประจบ "เพี้ยนขอโทษค่ะ อย่าโกรธเลยนะ"

ใหญ่เอื้อมมือบีบจมูกน้องสาวเบาๆ "งั้นไปผสมฝิ่นให้พี่เป็นการแก้โทษ"

เพี้ยนยอบตัวลง "เจ้าค่ะ" แล้วถลาวิ่งลงเรือนพี่ใหญ่ขึ้นเรือนใหญ่ ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนส่ายหัวโดยมีท้ายหัวเราะขำเบาๆ เขาจึงหันมาเอ็ด

"หัวเราะหาอะไรวะอ้ายท้าย"

ท้ายผงะรีบกลบเกลื่อน "คือ ปะ..เปล่าขอรับ" แล้วคลานหนี


หลายวันใหัหลัง อาการไข้เด็กชายหายจนเกือบเป็นปกติ ส่วนรอยแผลก็เหลือเพียงรอยช้ำเป็นแห่ง พระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์จึงอนุญาตให้ไปวิ่งเล่นได้ ตามคำขอและกำชับให้เล่นระวังเพราะวันนี้ท่านผู้หญิงมะลิวัลย์จะมาหา

"พ่อบุญเขาเร่งจนฉันต้องมาคุยกับคุณนี่แหละค่ะ" หม่อมหรือท่านผู้หญิงมะลิวัลย์ภริยาเอกของเจ้าพระยาศรีราชภักดี เป็นสตรีร่างท้วมออกจะท้วมกว่าคุณหญิงรอดอย่างเห็นได้ชัด ผิวคล้ำแต่นวลเนียน ใบหน้าดูเยาว์กว่าวัย ทีแรกเด็กชายนึกว่าท่านผู้หญิงมะลิวัลย์เป็นหม่อมจริงๆ เพราะใครๆ ก็เรียกว่าหม่อม แต่ชายหนุ่มอธิบายว่าไม่ใช่ เพียงแต่เขาเรียกภริยาเอกของเจ้าพระยาที่กินตำแหน่งท่านผู้หญิงว่าหม่อม ก็เลยถึงบางอ้อ

"ทางฝ่ายอิฉันก็ไม่ขัดดอกค่ะ ขึ้นอยู่กับตัวเด็ก แต่แม่แพรแกบอกว่าอยากรอให้ แม่เพี้ยนถวายตัวก่อนเพราะถือศักดิ์ว่าตนเป็นน้องไม่อยากออกเรือนก่อนพี่"

"หนูแพรนี่น่ารักจังคะ จะพูดไปฉันก็อิจฉาคุณหญิงจริงๆ มีลูกน่าภูมิใจจัง นับแต่พระพิไชย แล้วยังหนูเพี้ยนที่จะเข้าถวายตัวในไม่นานนี้อีก"

"จะว่าไปหนูทับทิมของหม่อมก็น่ารักไม่แพ้กันดอกค่ะ คราวก่อนอิฉันเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน ได้เห็นพวงบุหงาที่หนูทับทิมทำให้ในงานแซยิดคุณท้าวเต็มแล้ว น่ารักจริงเชียวค่ะ ทุกคนที่ได้รับต่างชมเบาะเชียว งานนี้หม่อมได้ปลื้มไปไม่น้อยเชียวสินะคะ" ท่านผู้หญิงยิ้มอย่างภูมิใจเต็มที่

"แหม ก็ของเล็กๆ น้อยๆ น่ะค่ะ พอดีแม่ทับทิมแกมีพรสวรรค์ทางด้านดอกม้งดอกไม้อยู่แล้วจึงพอไปได้ต่างหาก"

หลังจากสนทนากันพักใหญ่ท่านผู้หญิงก็ขอตัวกลับ ขณะกำลังยืนรอรถม้าเข้ามาเทียบ สายตาก็พลันไปสะดุดเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเล่นลูกช่วงอยู่ ก็หยุดมอง

"เด็กนั่น"

"ทำไมหรือคะ" คุณหญิงรอดถามพร้อมเหลียวมองตาม เห็นเด็กนบกำลังโยนลูกสีแสดโดนฝ่ายตรงข้ามได้ก็กระโดดเย้วๆ อยู่

"ฉันคลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนา"

"ถ้าเป็นเด็กที่ไม่ได้ไว้จุก เห็นทีจะจำผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะนั่นเป็นเด็กที่พ่อใหญ่เพิ่งไปซื้อตัวมาจากกาญจนบุรีเมื่อไม่นานมานี่เอง"

"งั้นรึ แต่จริงนะคะคุณหญิง ฉันเหมือนเคยเห็นแกมาก่อนจริงๆ แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน" แล้วก็ละความสนใจไปเมื่อรถม้าเข้าเทียม รอจนรถม้าแล่นออกไปแล้วคุณหญิงจึงหันมองเด็กชายอีกครั้ง พร้อมคำถามที่คุ่นคิดในใจ

'เจ้าเป็นใครกันแน่นะ เจ้านบ'


ระหว่างอาหารเย็น ชายหนุ่มนั่งมองการกินข้าวของเด็กตรงหน้าอยู่นานในที่สุดก็ทนไมได้ต้องพูดขึ้นมา

"นบ เจ้าจะกินให้มันดีๆ กว่านี้ไม่ได้รึ" เด็กชายชะงักกึก ข้าวร่วงจากมือสู่ชามทันที เขาช้อนสายตาขึ้นมองปริบๆ ก่อนก้มหน้าพยายามบีบข้าวให้อยู่ในมืออย่างเต็มที่แล้วเอื้อมไปจุ่มในถ้วยน้ำจิ้ม ซึ่งทันทีที่ข้าวถูกน้ำจิ้มมันก็กระจายเต็มถ้วย คุณชายนภสินธุ์ชะงักมือค้างแล้วยิ้มเหยเกให้ชายหนุ่มที่หันหน้าหนีขณะหัวเราะพรืด ส่วนช้อยแทบจะคลานหนีเพราะอายแทน

"ช้อย" เสียงชายหนุ่มยังไม่คลายอาการขำ "ไปเอาน้ำจิ้มถ้วยใหม่มาแล้วเอาช้อนให้มันด้วย ข้าเห็นท่ามันกินแล้วจะพาลกินไม่ลงเอา"

"เจ้าค่ะ" หล่อนกลั้นยิ้มเต็มที่แล้วเอื้อมไปหยิบช้อนจากถาดข้างๆ ส่วนคนถูกค่อนก้มหน้าอายม้วนแต้ แม้ขณะรับช้อนที่ช้อยส่งมาให้ ลักษณะนี้ยิ่งทำให้ชายหนุ่มขำไปใหญ่

"ไม่มีใครสอนวิธีที่ถูกต้องในการกินข้าวให้เลยรึไง" เด็กชายตีหน้ายุ่ง "ใครว่า ก็เพราะถูกสอนถูกน่ะสิถึงได้กินด้วยมือไม่เป็นน่ะ"

"หือม์ ?"

"ก็บ้านผมเค้าใช้ช้อนส้อมกินข้าวกันทั้งบ้านแหละ"

"หึ ไปอยู่ประเทศใดมาล่ะถึงใช้แต่ช้อนส้อม"

"โทษที บ้านผมมันแค่คนขายปลาไม่มีปัญญาไปต่างประเทศหรอกนะ"

"ปากคอเราะร้ายจริงนะเจ้า" เด็กชายสะอึกคิดอยากต่อปากต่อคำยิกๆ แต่ไม่รู้จะหาคำไหนมาค่อนจึงรีบสวาปามข้าวขวับๆ พอหมดชามก็วางปึงหยิบขันน้ำขึ้นดื่มอึกๆ แล้วลุกพรวดชูนิ้วกลางให้ชายหนุ่มพร้อมคำทิ้งท้าย

"ทีฮู ทีอิทโว้ย" แล้วกระแทกเท้าปังๆ ลงบันไดเรือนเล็กไป ท้ายกับช้อยมองตาม อย่างอึ้งๆ

"กระผมว่าคุณใหญ่ให้ท้ายมันมากเกินไปแล้วนะขอรับ"

"ว่าแต่เมื่อกี้แกว่าอะไรคุณใหญ่หรือเจ้าคะ"

" 'ทีฮู ทีอิท' มันก็ 'ทีใคร ทีมัน' นั่นแหละ" ชายหนุ่มเฉลยด้วยสีหน้าระบายยิ้มเล็กน้อย


"คุณนบทำอย่างนี้ไม่ดีนะเจ้าคะ" ช้อยพูดขณะเลือกชุดออกจากหีบ 'คุณนบ' ที่นอนเอกเขนกอย่างไม่มีอะไรทำอยู่บนเตียงเลิกคิ้วขึ้น

"ทำอะไรไม่ดีเหรอป้าช้อย"

"ก็ที่ไปต่อปากต่อคำกับคุณใหญ่น่ะสิเจ้าคะ คุณนบยังเด็กอยู่ไม่ควรต่อคำกับผู้ใหญ่อย่างนั้น"

"ก็อยากมาค่อนผมก่อนทำไม"

"จะอย่างไรก็ตาม เราเป็นเด็กก็ไม่ควรอยู่ดี" เด็กชายนิ่งไปนานจนช้อยหันมาดู

"เป็นอะไรรึเปล่าเจ้าคะ"

"ปล่าว…เพียงแต่พอได้ยินช้อยพูดอย่างนี้แล้วคิดถึงคุณบัวจัง" ช้อยวางชุดลงบนตัก "ใครรึเจ้าคะ คุณบัวเนี่ย"

"แม่นมที่เลี้ยงฉันมาน่ะ"

"แม่นมรึเจ้าคะ" แล้วคิดว่าเด็กนี้ต้องเป็นบุตรผู้สูงศักดิ์สักคนไม่ผิดแน่

"อื้อ เวลาฉันเถียงกับท่านพ่อคุณบัวก็จะเอ็ดฉันอย่างนี้ทุกทีเลย และเวลาอยู่ที่บ้านฉันก็มักจะทะเลาะกับพี่ชายบ่อยเหมือนกัน แต่ยังดีที่มีน้องหญิงคอยเชียร์อยู่ฝ่ายฉัน แต่เวลาเราทะเลาะกันถ้าไม่รุนแรงไม่ท่านแม่ก็คุณบัวจะคอยเอ็ด แต่ถ้ารุนแรงถึงขั้นลงมือ ลงไม้กันก็ถึงมือท่านพ่อ "หยุดยิ้มกับตัวเอง

"แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยตีหรอกนอกจากจะทำโทษ ให้อ่านหนังสือยากๆ ให้จบภายในวันเดียวพร้อมตั้งคำถามให้ตอบ ฮะ ฮะ จะว่าไปมันไม่ใช่การลงโทษอะไรเลยนะเนี่ยแต่กลับเพิ่มความรู้ให้ด้วยซ้ำ"

"คุณนบเรียนหนังสือด้วยหรือเจ้าคะ"

"โธ่ พูดจะหาว่าคุย ผลการเรียนฉันไม่เคยต่ำกว่า 3 เลยนา"

"ต่ำกว่า 3 ? คืออะไรเจ้าคะ ?"

"มันคือเกรดเฉลี่ยต่อเทอมน่ะ เอ ฉันไม่รู้ด้วยสิว่าตอนนี้เขานับคะแนนการเรียนกันแบบไหน"

"ไม่มีหรอกนะ การนับคะแนนเรียนแบบนั้นน่ะ" เสียงห้าวดังมาจากประตูพร้อมร่างของจมื่นอภิรูปรัชเยนต์ที่ผลักประตูห้องเปิดออก แต่ไม่ได้เดินข้ามธรณีประตูเข้ามา

"ไง โทษทีนะฉันมายืนแอบฟังนานแล้วล่ะ"

"คุณ เอ่อ คุณกลาง" คุณชายนภสินธุ์ลุกขึ้นนั่ง แสงเทียนจากหัวเตียงสะท้อนจับผิวเปล่งปลั่งของใบหน้าหวานกึ่งหญิงกึ่งชาย ดวงตากลมโตดำขลับถูกเน้นด้วยแพขนตาที่ยาวงอนอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากอิ่มดูแดงดั่งกุหลาบ เป็นครั้งแรกที่กลางได้เห็นใบหน้าเด็กชายใต้แสงเทียนซึ่งทำให้เขาอึ้งไปเหมือนกัน แต่พอรู้สึกตัวว่าไม่ควรเงียบเฉยจึงหาเรื่องคุย

"ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว" ช้อยที่กำลังคลานไปหยิบถาดสำหรับอาบน้ำชะงักกึก เหล่มองชายหนุ่มทันที

"ก็ย่าง 14 ฮะ"

"งั้นรึ" แล้วพินิจเด็กชายอีกครั้ง "เฮ้อ นี่ถ้าเป็นสตรีก็คงดีหรอก" แล้วเดินจากไปทิ้งให้เด็กชายนั่งงงอยู่บนเตียงส่วนช้อยถอนหายใจอย่างโล่งอก

"นี่ป้าช้อย หมอนั่นสติดีรึเปล่าน่ะ"

"อย่าสนแกเลยเจ้าคะ ไปอาบน้ำเถอะ"

"อื้อ" ระหว่างไปห้องอาบน้ำที่สร้างไว้หลังเรือน นภสินธุ์ก็ถามช้อยที่เดินตามหลัง

"นี่ป้าช้อย ฉันสงสัยนะว่าทำไมจู่ๆ ป้าถึงเรียกฉันว่า 'คุณ' ล่ะ แล้วยังลงท้ายเจ้าข่งเจ้าค่ะอีก"

"เอ่อ ก็ คุณใหญ่แกสั่งไว้เจ้าค่ะ"

"นี่ก็ประหลาดคุ้มดีคุ้มร้าย พวกลูกๆ บ้านนี้พิลึกกันทั้งนั้นเลยเนอะป้าเนอะ"

"อุ้ย คุณล่ะก็พูดอย่างนี้ได้รึเจ้าคะ" ถึงห้องอาบน้ำพอดีก็เห็นยามชายยืนถือใต้อยู่หน้าห้อง ช้อยจึงถามขึ้น "ใครอยู่ล่ะ ?"

"คุณใหญ่น่ะแม่ช้อย"

"เธอเพิ่งเข้ารึ ?"

"ใช่ พวกแม่คงต้องคอยหน่อยล่ะ"

"เฮ้อ ห้องอาบน้ำบ้านนี้มีห้องเดียวรึไงนะ บ้านก็ออกใหญ่โตจะสร้างสักสองสามห้องหน่อยก็ไม่ได้ งกอะไรไม่เข้าเรื่อง" เด็กชายบ่นไม่ค่อยนักและเพียงครู่เดียวประตูก็เปิดออก ผู้ที่ออกมาคือท้าย

"เจ้าค่ะ คุณใหญ่ให้เข้าไป เธอจะอาบให้"

"หา !"

"หาเหออะไรช้อย"

"คุณใหญ่เนี่ยนะจะอาบน้ำให้คุณนบ"

"ก็เออสิ เอ้า เข้าไปเร็วๆ"

"เออๆ" แล้วรุนหลังเด็กชาย "เข้าไปเจ้าค่ะ"

"ไม่ต้องด้นน่าป้า"

"เมื่อขเาในห้องอาบน้ำเห็นชายหนุ่มนั่งถูตัวอยู่ เขาจ้องกล้ามแขนและกล้ามอกชายหนุ่มอย่างไม่คำนึงถึงมารยาทแม้สักนิด จนคนถูกมองต้องหันไปดู

"มองอะไรรึ" เมื่อชายหนุ่มทักเด็กชายจึงเดินเข้าไปหาและจับๆ แตะๆ ที่แขน

"ผมเพิ่งรู้ว่ากล้ามคุณใหญ่ขนาดนี้เชียว น่าอิจฉาจังเลย คุณทำไงฮะเนี่ย"

"อ้าว ข้าก็ผู้ชายนะ มีรึผู้ชายคนใดที่ไม่มีกล้ามน่ะ อย่างเจ้าตอนนี้ยังเด็กอยู่ย่อมไม่มีเป็นธรรมดา ต้องรอให้โตกว่านี้คะเนพอย่างยี่สิบเดี๋ยวก็มีเอง"

"ใครว่าล่ะ พี่ชายผมจะ 19 อยู่แล้วยังไม่กล้ามบึกขนาดนี้เลย"

"ฮะ ฮะ" เขาหัวเราะพลางเอื้อมมือไปแก้โจงกะเบนให้เด็กตรงหน้า "มันอยู่ที่ว่าช่วงอายุ 15-17 น่ะออกกำลังบ้างรึเปล่าต่างหาก"

"แล้วคุณออกกำลังกายอะไรล่ะฮะ" แล้วยกมือให้ชายหนุ่มถอดเสื้อให้

"ข้าฝึกดาบแล้วหมัดมวย" เขาพูดขณะดึงตัวเด็กชายมานั่งหันหลังและตักน้ำราดหัว "เดี๋ยวจะสระผมให้ ไม่สบายไป 3-4 วันผมเหนียวหมด" ว่าแล้วหยิบมะกรูดที่ฝ่าซีกไว้ในถาดมาขยี้บนหัวหนักๆ

"ผมล่ะเกลียดมะกรูดจริงๆ เลย"

"ทำไมล่ะ"

"ก็มันแสบน่ะสิฮะ ยิ่งเวลาป้าช้อยสระให้นะแบจะร้องเลยล่ะ"

"ประสบการณ์เดียวกัน ตอนเด็กข้าก็ไม่ค่อยยอมให้ช้อยสระให้เหมือนกันล่ะนะ ค่าที่มันมือหนักแถมยังชอบทำนานๆ อีก" วักน้ำอุ่นมาชโลม 2-3 ทีแล้วหันไปหยิบขวดน้ำมันจันทร์มาเทใส่มือถูเบาๆ และลูบไปบนเส้นผมเปียกน้ำ

"เนี่ยผมเพิ่งรู้นะว่าสมัยนี้ก็มีคอนดันเนอร์ก่ะเค้าด้วย"

"หือม์ ? อะไรคือคอนดิชันเนอร์ที่เจ้าว่ารึ"

"ก็..ไอ้น้ำมันที่คุณละเลงอยู่บนหัวผมตอนนี้ไงฮะ นี่แหละเค้าเรียกว่าคอนดิชันเนอร์ล่ะ"

"แล้วชอบไหมล่ะ"

"อื้อ กลิ่นมันหอมดีฮะ" หลังจากสระผมเสร็จชายหนุ่มก็เอาลูกปะคำดีควาย เกลือ และมะกรูดฝานบางๆ 2-3 ชิ้นใส่ในน้ำอุ่นตีเบาๆ จนเกิดฟองเล็กน้อยจึงใส่น้ำขมิ้นสดลงไป แล้วใช้ผ้าจุ่มลงบิดหมาดนำมาถูตัวให้ร่างเล็ก หลังอาบน้ำเสร็จชายหนุ่มก็ให้นบขึ้นเรือนตน ช้อยจึงจัดที่ให้นอนบนพื้นหน้าเตียง แต่พอเข้าไปในห้องเด็กชายก็โถมตัวลงบนเตียงเต็มที่ แล้วลุกกระโดดไปมาจนผ้าปูเตียงยับยู่ไปหมด

"ว้าย ! คุณนบ !" ช้อยตกใจยกมือทาบอก เสียงอุทานของหล่อนไม่เบานักทำให้เจ้าของห้องที่อยู่ด้านนอกละมือจากหนังสือที่อ่านไว้รีบลุกพรวดเข้าห้องเพราะนึกว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น พอเห็นเด็กชายกระโดดโลดเต้นพร้อมร้องเพลงต่างด้าวปาวๆ บนเตียง มีช้อยยกมือห้ามเหย็งๆ ก็ขำพรืดออกมา เดินไปจับไหล่ช้อยบอกให้ออกไป

พอประตูปิดลงเขาจึงขึ้นเตียงและช้อนด้านหลังเด็กที่กำลังเต้นอย่างลืมตัวขึ้นอุ้มและจับนอนโดยมีเขาทาบทับอยู่ด้านบน ร่างเล็กลืมตาโพลงพร้อมโหวกเหวกทันที

"เฮ้ หนักนะคุณ ลุกไปเลยไป !"

"ฝันไปเถอะ เจ้าเด็กซน" แล้วใช้คางที่เพิ่งโกนหนวดหมาดๆ ไซ้ตรงซอกคอซึ่งได้ผลคือเด็กชายหัวเราะร่าและยิ่งดิ้นพล่านหนักเมื่อชายหนุ่มไล้มือเบาๆ แถวสีข้าง

"ไง" หยุดมองเด็กที่ยังหัวเราะค้างพลางหอบ เปลือกตาบางหลับพริ้มริมฝีปากอิ่มเผยอน้อยๆ เพื่อสูดอากาศ ชายหนุ่มมองนิ่งขณะไล้มือไปตามแนวขนตายาวงอนก่อนก้มจูบเบาๆ บนเปลือกตา

เด็กชายหลงยุคลืมตาพรึ่บทันทีเมื่อรู้สึกถึงมือใหญ่ถลกเสื้อเขาขึ้นและไล้มือไปตามแผ่นหลังขณะที่ริมฝีปากไล้เลียแถวยอดอก

"คุณใหญ่ !" ร้องลั่นและพยายามดันหน้าชายหนุ่มอกจากอก "คุณทำบ้าอะไรของคุณน่ะ !?"

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพลางยิ้มละไมขณะจับขาเล็กแยกออก "จะทำอะไรน่ะรึ ? ก็ลงโทษเด็กซนไง"

"ลงโทษบ้าอะ…" คำต่อมาถูกกลืนโดยริมฝีปากที่ประกบลงมา ดวงตากลมดำเบิกกว้างอย่างตระหนก และหลับปี๋เมื่อชายหนุ่มแทรกลิ้นเข้ามาขณะมือแก้เข็มขัดและคลายโจงกระเบนเขาออก นภสินธุ์ยิ่งดิ้นหนักโดยไม่รู้ตัวว่ายิ่งดิ้น ผ้าโจงกะเบนก็ยิ่งคลายและเปิดโอกาสให้มืออุ่นซุกไซ้ส่วนกลางของร่างกายได้เต็มที่ ชายหนุ่มเคล้นคลึงกลางหว่างขาเล็กหนักหน่วงจนมือเล็กที่คอยดันตัวเขาออกกลายเป็นจับต้นแขนกำยำแน่น ใบหน้านวลแดงซ่านลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น และไม่นานร่างสูงก็รับรู้ถึงอาการเกร็งพร้อมการปลดปล่อยของเด็กในอ้อมแขน เขาจึงคลายริมฝีปากที่ปิดกั้นเสียงร้องออกแต่มือยังไม่หลุดลูบไล้ และใช้ปลายนิ้วอีกข้างไล้ริมฝีปากอิ่มเบาๆ ร่างเล็กยังไม่หายอาการหอบ เขายิ้มละไมให้เมื่อดวงตาดำขลับที่ลืมขึ้นมองเขามีแววขุ่นอยู่ชัดเจน

"หายซนได้รึยัง ?" ยิ่งเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มคุณชายนภสินธุ์ก็ยิ่งแค้นจนแทบกระอัก

"ไอ้..ไอ้…ไอ้เฮงซวย !!" เขาแผดเสียงสั่นและหุบปากสนิททันทีเมื่อมือใหญ่อุดปากเขาไว้ ชายหนุ่มยิ้มมองเด็กที่พยายามแงะมือเขาออก พอดีกับท้ายเรียกถามอยู่หน้าห้อง "คุณใหญ่ขอรับ ผมได้ยินเสียงร้องเกิดอะไรขึ้นขอรับ ?"

"ไม่มีอะไรท้าย ข้าแค่ลงโทษเด็กมันนิดหน่อย อ้อ ท้ายคืนนี้แกไปนอนเรือนหลังไม่ต้องมาเฝ้าหน้าห้องข้า บอกช้อยอย่างนี้ด้วย"

"ขอรับ" เมื่อทุกอย่างอยู่ในความเงียบ คุณพระก็มองสบตาขุ่นเคืองของคนที่เขาทับอีกครั้งค่อยคลายมือออก ทันใดนั้นเด็กชายก็จับไหล่กว้างออกแรงพลิกตัวเป็นฝ่ายทับพร้อมขยุ้มคอชายหนุ่มเต็มแรง

"นบ !" เขากำรอบมือเล็กแน่น แม้แรงเด็กจะไม่ทำให้เขาทรมานเพราะขาดอากาศ แต่ก็ทำให้อึดอัดได้พอควร

"แกบังอาจมากที่มาหยามเกียรติข้าอย่างนี้ !" หม่อมราชวงศ์นภสินธุ์กัดฟันกรอดและออกแรงมากขึ้น ชายหนุ่มจึงปล่อยมือเล็กและคว้าเข้าที่เอวบางกระชากให้ล้มลงและเขากลายเป็นฝ่ายทาบทับอีกครั้ง พร้อมจับแขนเรียวเล็กกางออกและกดข้อมือเต็มแรงจนคิ้วเรียวขมวดมุ่น ชายหนุ่มกดหนักขึ้นอีกเมื่อขาเล็กยกพยายามถีบตัวเขาแต่ก็ได้สักพัก ก็เริ่มคลายมือเมื่อร่างเล็กหยุดดิ้นรนด้วยความเจ็บข้อมือและปวดไปทั้งแขนจึงได้แต่นอนแผ่ดวงตาปิดแน่นพร้อมหยาดน้ำที่เริ่มไหล เด็กชายสะอื้นฮักส่วนชายหนุ่มเพียงนั่งมองพลางไล้เส้นผมนุ่มโดยเจ้าตัวไม่ได้หันหนีแต่อย่างใด มือเล็กยกปิดหน้าตัวเองไว้ ชายหนุ่มจึงหยิบผ้าห่มคลี่คลุมให้ถึงอกก่อนโน้มตัวจูบหน้าผากโหนกแผ่วเบาพร้อมกรีดหยาดน้ำตามแก้มเนียน

"เราขอโทษ ที่เผลอปล่อยอารมณ์ออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด" จับมือเล็กที่ชุ่มด้วยน้ำตาขึ้นจูบกลางฝ่ามือขณะเด็กชายเบือนหน้าหนี ร่างสูงวางมือเล็กบนอกเจ้าตัวโดยมีมือเขากุมไว้อยู่ "ขอสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้อีก"

กระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูก่อนลุกขึ้นนั่งมองเด็กชายที่พลิกตะแคงตัวหันหลังพร้อมชูนิ้วกลางให้ทั้งที่ยังไม่คลายสะอื้น ชายหนุ่มยิ้มขำก่อนดับเปลวเทียนที่โต๊ะกระจกแล้วออกจากห้องไป พอประตูห้องปิดลงพระพิไชย ก็เดินมึนซึมไปนั่งบนเก้าอี้เอนที่ชานเรือนมองเหม่อไปยังลำน้ำของคลองบางลำพู แล้วนึกปรามาสตัวเองว่าเรื่องน่าละอายอย่างนั้นได้อย่างไร ชายหนุ่มนั่งอยู่ในห้วงภวังค์อยู่นาน จนได้ยินเสียงสวบสาบจึงรู้สึกตัวเหลียวไปดูเห็นน้องชายคนกลางเดินมาพร้อมบ่าวคอยถือตะเกียงให้

"จะไปไหนรึกลาง แต่งตัวเสียเต็มยศเชียว" จมื่นอภิรูปรัชเยนต์หยุดเดินแหงนมองพี่ชายบนชานเรือนแล้วยิ้มร่า

"นัดสาวไว้"

ชายหนุ่มทำหน้าระอาเต็มที่แต่ก็ยิ้มออกมาชี้มือไปที่น้องชายดิกๆ "ไอ้พระนายเอ๊ย คอยดูเถอะสักวันแกจะถูกผู้หญิงรุมแบะอก"

"ถ้าเป็นมือขาวๆ นวลๆ ล่ะก็ผมยอมให้แบะเลย" แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะอกมาพร้อมกัน สักพักก็หยุด ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยนแก่น้องชายที่ยิ้มมาให้

"พี่ใหญ่จะกลับเมื่อไหร่ครับ"

"คงในเร็ววัน พี่ลาราชการได้แค่เดือนเดียว" พระนายเงียบไปอึดใจก่อนบอกให้บ่าวรอแล้วปีนขึ้นเรือนไปนั่งข้างพี่ชาย "พี่ใหญ่ผมขอถามอะไรบางอย่าง" ชายหนุ่มผงกหัวเป็นเชิงอนุญาต

"เด็กนบนั่นไม่ใช่ไพร่ เหตุใดจึงถูกนำมาขายให้พี่"

"เหตุใดจึงลงว่ามันไม่ใช่ไพร่รึ"

"ก็…" เอามือถูจมูก "อย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็นไพร่ที่ไหนที่หมดจดและสง่าเช่นนี้ พูดก็พูดเถอะไพร่น่ะต่อให้เป็นสตรีผิวพรรณก็ควรจะหยาบกว่านี้เพราะการทำงาน แต่นี่เป็นชายแท้ๆ กลับ…" ตีหน้ายุ่งและนิ่งไปครู่ ก่อนระบายลมหายใจ "ช่างเถอะครับ เอาเป็นว่าดูออกละกันว่าไม่ใช่ไพร่และก็ไม่สมควรเป็นทาสได้อย่างยิ่งด้วย"

"กลาง" เว้นระยะนิดหนึ่ง "พี่ขอบอกตามตรงว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดถึงเชื้อสายและฐานะที่แท้จริงของเด็กนั่นได้ ทุกครั้งที่ถามก็ได้คำตอบที่ไม่กระจ่าง แล้วที่ซื้อตัวมันมาเพราะเห็นเหมือนที่เจ้าเห็น จึงคิดเสียว่าได้มาไว้ก่อนค่อยไต่ถามดีกว่าให้มันไปถูกขายที่ไหน" แล้วก็เงียบไปสักพัก ครู่หนึ่งกลางก็พูดขึ้น

"พี่ใหญ่ทราบไหมครับว่าทำไมอยู่ไม่อยู่ผมถึงสนใจเด็กนั่น" พี่ชายเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงย้อนกลับ

"เมื่อวานซืนผมเข้าถวายงานเป็นกรณีพิเศษแด่เจ้าจอมมารดาฉิมที่เพิ่งประสูติพระโอรส"

"แล้วอย่างไรรึ" ชายหนุ่มเร้าเมื่อเห็นน้องชายเว้นไปนาน กลางกัดริมฝีปากอย่างชั่งใจ

"คุณแม่เคยบอกผมถึงเรื่องที่เด็กนั่นอ้างตนเป็นหม่อมที่สืบสายจากราชสกุลแก้วกานต์" คำบอกกล่าวทำให้คุณพระนิ่งขึงไปครู่ก่อนจะเอ่ยช้าๆ

"พระโอรสเพิ่งประสูติแล้วเจ้านบมันจะสืบเชื้อสายมาได้อย่างไรกัน อย่างนี้มิเท่ากับเด็กมันมดเท็จเราดอกรึ" พระนายเอามือเกาคางส่วนอีกข้างเท้าสะเอว

"แต่ข้อขัดแย้งอยู่ที่ลักษณะท่าทางมันนี่สิ มันดูสง่าและงามเกินไปจนอดคิดไม่ได้ว่าจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์นะครับ" แล้วต่างก็เงียบลงอีกครั้งอย่างไม่มีอะไรจะพูด จนกลางขอตัว พระพิไชยภักดี ศรีมไหยสวรรค์จึงตกอยู่ในห้วงความคิดเพียงคนเดียว


เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล แสงทองยามอรุณเริ่มจับท้องฟ้าอีกครั้ง ความวุ่นวายของวันเริ่มต้นด้วยเสียงอึกทึกจากเรือนครัวไฟที่กำลังหุงหาอาหารแต่เช้ามืด ชายหนุ่มที่นอนไม่หลับตลอดคืนพอเห็นท้องฟ้าเริ่มกลายสีสันจึงเดินเข้าห้องไปนั่งบนเตียงที่ถูกยึดชั่วคราว เห็นคนบนเตียงแกล้งพลิกตัวหนีจึงโน้มตัวไปเป่าเบาๆ ที่ริมหู เด็กที่นอนอยู่หดคอทันที

"ลุกได้แล้วเจ้าเด็กดื้อ"

คุณชายนภสินธุ์หันขวับพร้อมยกขาเตรียมถีบเต็มที่แต่ชายหนุ่มไวกว่าจึงจับข้อเท้าเล็กไว้ทันและจับยกค้างไว้อย่างนั้นจนคนถีบโวยวายขึ้นมาจึงปล่อย พอขาเป็นอิสระจึงคว้าผ้าห่มมาพันส่วนล่างและกระโจนลงเตียงหนีไปมุมห้องพร้อมตะโกนไล่

"ไอ้วิปริต ! จะไปไหนก็ไปเลยไป๊ !! ชิ้วๆ !"

แต่ร่างสูงยังคงแย้มยิ้มอยู่แต่เป็นรอยยิ้มที่นภสินธุ์นึกสะดุดใจขึ้นมา ชายหนุ่มก้าวเนิบๆ ไปทางหัวเตียงเพื่ออ้อมไปหาเด็กที่ยืนชิดมุมห้อง ซึ่งฝ่ายตรงข้ามเมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมาทางหัวเตียงก็ค่อยๆ กระดื้บไปทางท้ายเตียงและรีบวิ่งเผ่นหวังออกนอกห้องแต่ก็ไม่ทันวงแขนกำยำที่หันมาคว้าเอวเขาหมับไว้พร้อมช้อนตัวขึ้นอุ้ม เด็กชายดิ้นพล่านแต่คุณพระก็ไม่ยอมปล่อย เอาแต่หัวเราะขำการดิ้นรนของร่างในอ้อมแขน ร่างเล็กไม่รู้ทำไงจึงอ้าปากกัดไหล่ชายหนุ่มไปงับใหญ่ทำให้คนถูกกัดต้องปล่อยแขนข้างหนึ่งลงแต่อีกข้างยังเกี่ยวเอวบางไว้แน่น แล้วเอามือข้างที่เหลือจับต้นคอบางให้เลิกหงายขึ้น หม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ แก้วกานต์จึงจ้องประสานสายตากับชายหนุ่มเขม็ง

แต่เพียงครู่อาการหวาดหวั่นก็เริ่มเกิดเป็นครั้งแรกนอกเหนือไปจากบิดา เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เขาเจอคนประกายตาคมกล้าจนแทบไม่กล้าจ้องมอง คุณชายขบริมฝีปากแน่นนึกอยากหลบสายตาที่จ้องเขาอยู่ครามครัน แต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีมีมากกว่าจึงไม่ยอมลดละให้จนในที่สุดชายหนุ่มก็ยักริมฝีปากเป็นเชิงเยาะ ยังผลให้เด็กชายเลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธเพราะไม่เคยมีใครยิ้มแบบนี้ให้เขามาก่อนแม้แต่พ่อแม่หรือพี่ชายที่กัดกันอยู่บ่อยๆ

"ปล่อย เรา เดี๋ยว นี้" เขาเน้นคำรอดไรฟัน ชายหนุ่มนิ่งเฉยและยังจับรวบข้อมือเล็กไว้เบื้องหลัง

"นี่ ! บอกให้ปล่อยแล้วเรื่องอะไรมาจับไว้อย่างนี้ !?" ยิ่งร่างเล็กพยายามขืนตัว มือใหญ่ก็ยิ่งบีบข้อมือเล็กแน่นขึ้นจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ

"ข้าคงไม่ปล่อยจนกว่าเจ้าจะบอกความจริงมาเสียทีว่าเป็นใคร มาจากไหน"

"โธ่เว้ย ! ก็บอกไปแล้วไงเล่าว่าเราคือหม่อมราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชสกุลแก้วกานต์ !"

"มุสา !" สวนทันควัน

"เรื่องอะไรมาหาว่าเราโกหก !?" ชายหนุ่มแค่นยิ้ม "เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะว่าความจริงเป็นเช่นใด"

"ก็นี่แหละความจริงล่ะ ! จริง 1,000% เลยด้วยโว้ย !!"

จบประโยคร่างสูงก็จับเด็กชายกระแทกผนังห้องรวบข้อมือเล็กยกขึ้นเหมือนหัวด้วยมือข้างเดียวและอีกข้างบีบคางมนแน่น คราวนี้นภสินธุ์มีทั้งความเจ็บและเริ่มมีความกลัวแทรกขึ้นมา น้ำตาจึงเริ่มรื้ออยู่ตามขอบตา

"จงบอกความจิรงมาเสียก่อนเราจะจับลงแส้"

หยาดน้ำที่เอ่ออยู่ขอบตาเริ่มไหลรินออกมา "ผม…ผม…มาจากอนาคต"

"อนาคต ?"

เด็กชายสะอื้นฮักสูดจมูกซี้ดใหญ่ก่อนพูดต่อ "พอดีปิดเทอม…ท่านพ่อจึงพาไปพักที่วังวสันต์ที่เมืองกาญจ์…วันหนึ่งผมออกไปขี่ม้าเล่นแล้วเกิดพายุฝน จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าลงมา ม้าผมเสียหลักแล้วก็ไม่รู้…ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่กลางป่า…แล้วก็มาเจอคุณ…ได้โปรด…ปล่อยมือผมเจ็บ"

ชายหนุ่มปล่อยมือที่จับคางมนแต่เลื่อนขึ้นจับข้อมือเล็กให้กางออกมาอยู่ระดับไหล่โดยยังแนบกับผนังห้อง ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งคู่ครู่ใหญ่ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงสะอื้นไห้และเสียงนกร้อง อยู่เป็นนานร่างสูงจึงโน้มใบหน้าลงจูบซับหยาดน้ำตาบนแก้มนวลให้แผ่วเบาก่อนคลายมือออกมาโอบศีรษะเด็กชายเข้าแนบอกพร้อมลูบเบาๆ

"อย่าหาว่าเราตบหัวลูบหลังเลย ที่ทำไปเมื่อครู่เพราะเพิ่งรู้มาว่าพระโอรสที่มีพระ- นามว่าแก้วกานต์ เธอเพิ่งประสูติเมื่อไม่นานมานี่เอง" คุณชายนภสินธุ์เช็ดน้ำตาป้อย แล้วเอาผ้าห่ามาเช็ดน้ำมูกปื้ดใหญ่ก่อนพูดด้วยเสียงเครือ

"แล้วมีผู้ให้กำเนิดเป็นเจ้าย่าทวด เอ๊ย เจ้าจอมมารดาฉิมใช่รึเปล่าล่ะ" ท้ายเสียงกระแทกนิดๆ

"รู้ดีนี่"

"ไม่รู้จักบรรพบุรุษตัวเองก็โง่บัดซบล่ะ" พูดอวดไปงั้นทั้งความจริงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าต้นตระกูลตนประสูติและสิ้นพระชนม์เมื่อไหร่ ชายหนุ่มตบหลังเด็กชายเบาๆ

"ตกลงจะยืนยันว่าตนมาจากราชสกุลแก้วกานต์จริงสินะ"

"ก็เออสิ" ค้อนให้วงใหญ่แล้วหันไปสั่งน้ำมูกต่อ คุณพระหัวเราะขำในลำคอ จับมือเล็กขึ้นดูรอยช้ำจางๆ ก่อนจับขึ้นจูบ

"คงเจ็บสินะ"

"เป็นคนทำยังมีหน้ามาพูดอีก" เด็กชายพูดพลางยื่นปากอย่างไม่พอใจ ร่างสูงแย้มยิ้มให้บางเบาและลูบหัวทุยสองสามทีอย่างเอ็นดู

"ไปหาช้อยอาบน้ำอาบท่าแล้วไปกินข้าว วันนี้ข้าว่างจะพาไปเดินเที่ยว" แล้วมองเด็กที่สูงแค่ไหล่ "ไปไหม ?"

ไม่ต้องรอให้ชวนรอบสอง ประกายตาดำขลับก็วาวับขึ้นมาทันทีด้วยความอยาก เด็กชายแทบลืมเรื่องที่เกิดเมื่อครู่จนหมด ตอนนี้ในหัวมีแต่คำว่าเที่ยว จึงเผลอพยักหน้าหงึกหงักพาให้ชายหนุ่มอดยิ้มขำไม่ได้


สิ้นกาล ที่ ๔

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9