All Novels on this site are not allowed to copy or use in other media
without asking from the writters. Please respect the rule.

ผลงานที่ลงในเว็ป ACHOclub มีเพื่อให้ความบันเทิงในเว็ปนี้เท่านั้น
ห้ามมิให้นำไปแอบอ้าง หรือลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9

เพลงกาล

กาลที่ ๖

เรือปะทุนลำใหญ่แล่นเอื่อยไปตามลำน้ำสายเล็กสายน้อยที่ตัดไปทางบ้านโป่ง การเดินทางโดยเรือสร้างความเบื่อหน่ายให้หม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ไม่น้อยทีเดียว มันทำให้เขาเบื่อจนกลายเป้นความขี้เกียจ ผ่านไปเกือบสัปดาห์ในที่สุดก็เดินมาทางถึงไทรโยค เรือลำใหญ่แล่นเข้าแม่น้ำแม่น้อยที่แยกตัวออกจากแม่น้ำแม่กลองเพื่อเข้าตัวเมืองทองผาภูมิ ในที่สุดก็มาถึงเมืองทองผาภูมิในช่วงสายของวันที่หก เด็กชายวัยสิบสี่เมื่อก้าวกระโดขึ้นบกได้ก็รีบรี่กระโดดโลดเต้นทันควันโดยไม่สนใจสายตาใครต่อใครที่มองมา ซึ่งร่างสูงก็ยกมือห้ามช้อยที่ทำท่าจะเข้าไปห้าม

"ปล่อยไปเถอะ อุดอู้อยู่แต่ในเรือคงเบื่อเต็มทน เด็กก็อย่างนี้แหละ" ช้อยจึงปล่อยทำเป็นไม่เห็นเสีย แล้วเลยไปสั่งการขนย้ายสัมภาระขึ้นเรือนแทน

"นบ"

กังวานเสียงนุ่มของชายหนุ่มเรียกให้นภสินธุ์หยุดกระโดดเย้วๆ หันมอง "อะไรฮะ ?" ถามพร้อมวิ่งถลามาหยุดกึกตรงหน้า

"เรื่องคดีวังหน้า..ยังอยากรู้อยู่รึไม่ ?"

ดวงตากลมโตเบิกกว้างและเป็นประกายระยิบระยับเต็มที่ อดทำให้คุณพระยิ้มขำไม่ได้ เขาเคยคิดในใจอยู่บ่อยครั้งว่าดวงตาแบบนี้ของเด็กชายช่างเหมือนดวงตาสุนัขเวลาเจ้าของให้อาหารเสียจริง ชายหนุ่มลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มสลวยอย่างเอ็นดูแล้วโอบไหล่เล็กพาเดินไปทางที่ไม่ค่อยมีคน เขาพาร่างเล็กไปยังบริเวณที่เด็กชายไม่เคยไปมาก่อน ลักษณะทางปูด้วยกรวดเม็ดเล็กที่เหมือนสร้างเป็นทางไว้เฉพาะ

"เขตนี้เป็นที่ส่วนตัว เจ้าเป็นแขกคนแรกที่เราพาเข้ามาเชียวนะ"

"แม้แต่ท้ายกับช้อย ?"

"สองคนนั่นเป็นข้อยกเว้น" สายลมเอื่อยพัดกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนๆ ลอยตามมา เด็กชายทำจมูกฟุดฟิด "กลิ่นอะไรฮะ หอมจัง"

"ดอกแส"

"ไม่เคยเห็น" พูดไม่ทันขาดคำกลีบดอกไม้สีม่วงอ่อนก็ปลิวมาปรกไหล่

"ทีนี้เห็นรึยัง" คุณชายน้อยค้อนขวับ "ก็แค่กลีบ"

ชายหนุ่มเพียงยิ้มในหน้าแล้วมองปฏิกิริยาเด็กในวงแขนที่เบิกตาโตเมื่อเห็นดงต้น แสตรงหน้า ดงต้นไม้ที่ไม่สูงนัก ออกดอกสีม่วงครามมีทั้งแก่อ่อนสลับกันเต็มต้น ความที่ขึ้นเกาะกันเป็นกลุ่มทำให้ดูเหมือนมีใครเอาสีม่วงอ่อนมาระบายไว้บนฟ้า ยอดต้นไหวล้อเล่นลม กลีบดอกบอบบางร่วงหล่นจากต้นจนพื้นรอบๆ คล้ายปูพรมสีม่วงอ่อน

"สวยจัง"

คุณพระยิ้มภูมิใจคล้ายเด็กที่ได้อวดของๆ ตนต่อผู้อื่น เขาเดินไปนั่งบนพรมหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธารเล็กๆ ปล่อยให้เด็กชายยืนมองซ้ายแลขวาชะเง้อคอมองต้นไม้งามเงียบๆ จนนภสินธุ์เริ่มรู้ตัวว่ายืนอยู่คนเดียวจึงหันมองหา เห็นคนพาเขามานั่งเหม่อไปยังลำน้ำเล็กที่ไหลเอื่อย

"ฮั่นแน่ นั่งทำท่าอย่างนี้คิดถึงแฟนล่ะซี่" ร่างเล็กแซว ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย คิ้วดกดำขมวด "อะไรคือแฟน"

เด็กจากศตวรรษที่ 19 แอบทำหน้าเอือม "แฟนเก๊าะ คนรักงัย"

แววเศร้าผ่านเข้าไปในดวงตาดำเข้มเพียงชั่วเสี้ยววินาทีแล้วเลือนหายไป เหลือแต่ริมฝีปากบางเฉียบที่ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก "ทะลึ่งใหญ่แล้วนะเรา"

นภสินธุ์แลบลิ้นใส่ทีหนึ่งแล้วเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งขัดสมาธิช้างๆ "เล่าได้รึยังฮะ ?"

ชายหนุ่มเงียบไปครู่ก่อนเริ่มการเล่า "เรื่องเกิดสักปีกลายนี่เอง ช่วงนั้นพระเจ้าอยู่หัวเพิ่งเสด็จกลับจากชวา เหตุเกิดจากหม่อมเจ้าฉวีวาดที่เป็นพระชายาของพระองค์เจ้าเฉลิม พระอนุชาของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ หม่อมเจ้าฉวีวาดองค์นี้เป็นสตรีที่มีความทะเยอทะยานในกมลสันดาน และคิดการใหญ่ขั้นอุกอาจคือคิดกำจัดพระเจ้าอยู่หัวของเราเสีย และตั้งพระสวามีขึ้นเป็นใหญ่แทน เริ่มแผนของนางคือการชักชวนพวกกงสุลใหญ่ของประเทศมหาอำนาจหนึ่ง ไม่ขอออกชื่อล่ะ ซึ่งคิดฝักใฝ่อยู่วังหน้าอยู่ก่อนแล้วรวมทั้งมีความคิดเอาสยามเป็นเมืองขึ้นให้ได้ ทั้งสองฝ่ายจึงคิดวางแผนถึงขั้นวางเพลิงในพระบรมมหาราชวังที่ใกล้กับตึกเก็บดินดำเพื่อหวังให้ไฟลามไปถึงตึกและเกิดระเบิด แต่เคราะห์ดีมีคนเห็นเสียก่อนจึงช่วยดับทัน" หยุดเล่านิดหนึ่ง เอื้อมมือโอบศีรษะกลมทุยเข้าแนบไหล่ตนแล้วจูบที่หน้าผากโหนกมนทีหนึ่ง แล้วยิ้มขำเมื่อเด็กชายเอามือเช็ดหน้าผากทันทีที่ถอนริมฝีปากออก เขาเกลี่ยเส้นผมนิ่มเล่น

"ครั้นเมื่อเรื่องแดงขึ้น กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญจึงเสด็จหนีไปประทับอยู่ในกงสุลของชาติมหาอำนาจที่ร่วมมือกัน จนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ต้องลงทุนไปถึงสถานกงสุลนั่นและเชิญเสด็จกรมพระกลับมาได้ สยามจึงรอดจากากรเสียเอกราชไป"

"เกี่ยวอะไรด้วยกับการเสียเอกราชล่ะฮะ"

"เครื่องต่อรองอย่างไรล่ะ กรมพระราชวังบวรฯ ท่านมิได้มีความผิดและมิได้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเพียงแต่ถูกยืมชื่อไปเท่านั้น ซึ่งทางกงสุลรู้ดีจึงคิดรั้งตัวท่านไว้เพื่อเป็นข้อต่อรอง"

"อ้อ เข้าใจล่ะ คงรู้มั้งว่ากรมพระน่ะมีความสำคัญต่อพระพุทธเจ้าหลวงอย่างไร"

"อ้ะ อ้ะ พระพุทธเจ้าหลวงนั่นสำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคตแล้ว ห้ามใช้กับในหลวงที่กำลังมีพระชนม์ชีพอยู่ในขณะนี้" ร่างเล็กตาโตรีบขอโทษพอโพย

"ขอโทษฮะลืมไปว่ายุคนี้เป็นสมัยรัชกาลที่ 5" "อืม..ฟังต่อไหม ?" ดวงหน้าใสพยักหงึกหงัก ชายหนุ่มจึงเล่าต่อ

"ทางฝ่ายหม่อมเจ้าฉวีวาดนั้นรู้ตัวว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก จึงเก็บสมบัติเท่าที่เก็บได้และหอบโรงละคอนทั้งโรงหนีไปเขมรโดยมีโทษกบฎติดตัวไป"

"หอบไปได้ยังไงโรงละคอนทั้งโรงน่ะ"

"หมายถึงคนต่างหากเล่า"

"อ้อ แล้วที่ไปเขมรนี่ไม่ใช้กฎหมายล่านักโทษข้ามชาติตามล่าล่ะฮะ ?"

"ไม่มี แต่ตามกฎกบิลเมืองหากนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษไม่ได้ โทษนั้นจะตกอยู่ แก่ตัวผู้เป็นพ่อแม่แทน"

"เป็นกฎหมายที่แย่มาก"

ชายหนุ่มขำเล็กน้อย "สันดานมนุษย์ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นย่อมต้องพยายามหาผู้มารับผิดชอบให้ได้ทั้งนั้นโดยไม่สนว่าจะเป็นใครหรือไม่ดอกนะ แล้วอยากรู้ไหมว่าใครคือผู้ถูกรับโทษทัณฑ์นั้น" โดยไม่ต้องรอคำตอบเขาก็เริ่มเล่าต่อ "ผู้เคราะห์ร้ายต่อความผิดครั้งนี้คือหม่อมราชวงศ์หญิง ดวง ปราโมช ผู้เป็นมารดาของหม่อมฉวีวาด โทษที่ได้รับคือถูกริบราชบาทว์ โดนเฆี่ยนและจำคุก ทำให้ทายาทเพียงองค์เดียวที่เหลือคือหม่อมเจ้าคำรบ ซึ่งมีชันษาเพียง 7 ต้องพรากจากมารดา ปราศจากผู้อุปการะ จนต้องเร่ร่อนถึงกับขายพุทธราเลี้ยงชีพ" มาถึงตรงนี้เด็กชายก็ถึงกับตาโต

"งั้นก็แปลว่าเด็กขายพุทธรานั่นคือ…." แล้วก็ทำหน้ามุ่ย "แต่แย่จังเลยนะฮะ….ผู้หญิงบ้าอะไรตัวเองทำผิดไม่พอยังต้องให้แม่กับน้องมารับโทษแทนอีก อย่างนี้มันต้องตกนรกลงกะทะทองแดงถึงจะสาสม" ปลายเสียงเค้นเล็กน้อย "สักวัน เขาต้องได้รับการสนองจากสิ่งที่กระทำไปแน่"

แล้วก็เงียบไปครู่ใหญ่ อยู่นานหม่อมราชวงศ์นภสินธุ์จึงพูดทำลายความเงียบขึ้น "แต่หม่อมเจ้าคำรบก็ไม่ได้โชคร้ายสักทีเดียวหรอกนะฮะ"

"รู้ได้อย่างไร"

"รู้สิ อย่างน้อยท่านก็เรียนจบโรงเรียนนายร้อยทหารบก ทั้งยังมีลูกชายตั้งสองคน และเป็นถึงนายกทั้งสองคนเลยด้วย แถมคนหนึ่งยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์เชียว"

"อะไรคือนายก ? และอะไรคือพรรคประชาธิปัตย์ ?" แล้วก้มมองดวงหน้าหวานที่ก้มแก้มแนบไหล่ตนด้วยความเอ็นดู

"อือม์ นายกก็คล้ายๆ ผู้สำเร็จราชการแทนมั้ง…เอาไงดีล่ะ คือในยุคผมเนี่ยมันเป็น ยุคประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างนี้ พระมหากษัตริย์ไม่มีสิทธิ์ขาดในการ ปกครองแผ่นดินโดยตรง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่มาจาการเลือกตั้ง คือ ประชาชนน่ะฮะ เป็นคนเลือกนายก ที่มาจากพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองก็มา จากกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการบริหารบ้านเมืองมารวมกันตั้งขึ้น และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่งในจำนวนหลายสิบพรรคที่มีไว้ให้ประชาชนเลือก" คุณพระตั้งใจฟังอย่างดีจนนภสินธุ์เล่าจบก็นั่งพินิจอยู่ครู่จึงถามขึ้น

"แล้วถ้าตัวนายกตั้งนโยบายไม่ดีหรือกอบโกยผลประโยชน์เล่า ?"

"เอ..เราก็มีสายตาประชาชนคอยดูอยู่น่ะฮะ"

"งั้นรึ" พึมพำเบาๆ ก่อนประคองนวลแก้มด้วยอุ้งมือใหญ่ของตน และแนบจมูกหอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่ นภสินธุ์เพียงเบิ่งตาเล็กน้อยอย่างงุนงงกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปรเร็วของชายหนุ่ม จนรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อชายหนุ่มเปลี่ยนจากแก้มมาเป็นริมฝีปาก มือที่ยกค้างจึงเริ่มลงมือผลักดันไหล่กว้าง แต่การขัดขืนในทีแรกก็ถูกลบด้วยความอ่อนหวานจากปลายลิ้นที่ชายหนุ่มส่งผ่านมาให้ อาการต่อต้านเปลี่ยนมาเป็นความอยากรู้อยากลองและความเคลิบเคลิ้มในรสชาดที่แม้จะเคยหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยคุ้น

เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาขัดขืน คุณพระจึงโอบร่างเล็กขึ้นนั่งเกยบนตัก ไล้มือเข้าใต้เสื้อสัมผัสผิวกายเนียนที่สะดุ้งและเกร็งเล็กน้อยตามการสัมผัสของมือใหญ่ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อนิ้วอุ่นเกลี่ยยอดอกแบนราบแผ่วเบา มือเล็กเริ่มออกแรงผลักใบหน้าคมเข้มพร้อมพยายามเบือนหน้าหนี แต่ก็ทำไม่สะดวกนักด้วยอุ้งมือใหญ่ที่ประคองท้ายทอยแน่น หลังการดิ้นรนอยู่สักพักชายหนุ่มก็คลายริมฝีปากออก นภสินธุ์หอบเล็กน้อยเพราะหัวใจที่เต้นรัวเร็ว ขณะคุณพระยิ้มขำอาการของเด็กบนตัก

"คุณ..โอย..นี่ครั้ง…ครั้งที่…" โดยไม่ปล่อยให้พูดจบเขาก็เริ่มประกบจูบอีกครั้งเล่น เอาร่างเล็กตาเหลือกและเริ่มลงมือผลักไสอีก แต่ก็ทำได้ไม่นานเมื่อชายหนุ่มเปลี่ยนจากรสสัมผัสที่อ่อนโยนเป็นเร่งเร้าและดูดดื่มขึ้น เพียงครู่ก็เปลี่ยนอาการผลักไสเป็นโอบลำคอหนาแทน ดวงตาเริ่มหรี่ปรือตามอารมณ์ที่ชายหนุ่มส่งผ่านมาทางปลายลิ้น อยู่เป็นนานในที่สุดก็ถอนริมฝีปากออกยิ้มพึงใจเมื่อเห็นอาการของคนในอ้อมกอด ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเมื่อมือใหญ่วางทาบตรงกลางลำตัว ไออุ่นจากมือที่ส่งผ่านผืนผ้าเล่นเอาเด็กชายหน้าแดงซ่าน เมื่อตระหนักถึงอารมณ์ตนเองที่มีต่อไออุ่นของฝ่ามือใหญ่ เขายกขาขึ้นเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มเริ่มจาบจ้วงเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่า มือเล็กกำคอเสื้อชายหนุ่มแน่นส่วนอีกข้างยกยันลำแขนแกร่งที่ซุกไล้เข้ากลางหว่างขา

"คุณ..พอเถอะ…ไม่…"

แล้วหลับตาแน่นเมื่อริมฝีปากอุ่นซุกไซ้ซอกคอและมือใหญ่เลิกชายผ้าไล้ตามเรียวขาก่อนหยุดอยู่ที่ส่วนกลางหว่างขา คำพูดปฏิเสธเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงครางเครือเมื่อไออุ่นแนบเนื้อโดยตรง ชายหนุ่มเลื่อนมือจากศีรษะทุยเป็นโอบหลังลงนอนบนพื้นหญ้านุ่มก่อนประกบจูบอีกครั้ง โดยมือยังไม่ละจากส่วนปลุกเร้าอารมณ์ของร่างเล็ก มือใหญ่ขยับการเคลื่อนไหวเร็วขึ้นจนนภสินธุ์เกือบสะท้านกายเฮือกด้วยอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นจนใกล้ถึงขีดสุด แต่ก็เหมือนไฟที่กำลังคุแต่ถูกทำให้ดับลงกะทันหัน เมื่อชายหนุ่มหยุดมือและละมือจากหว่างขาพร้อมทั้งถอนริมฝีปากออก นภสินธุ์ลืมตาพรึ่บ ตัวสั่นเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่ยังคั่งค้างอยู่ เหลือบมองร่างสูงที่ลุกขึ้นนั่งเอามือกุมขมับอย่างฉงน

"คุณใหญ่…."

เสียงเด็กชายเรียกเขาหันมองเห็นดวงหน้าหวานมองมาพร้อมแววคำถามในดวงตา ก็หยักยิ้มมุมปากก่อนฉุดรั้งร่างเล็กลุกขึ้นยืนปัดเศษหญ้าตามเนื้อตัวให้

"ขอโทษ เราละเมิดสัญญาที่เคยให้ไว้" ว่าแล้วประคองใบหน้านวลที่ยังแดงก่ำ นภสินธุ์ก้มหน้างุดพลางนึกถึงเหตุการณ์อแบบเดียวกันที่เคยเกิดเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา และชายหนุ่มเองเป็นคนสัญญากับเขาว่าจะไม่ทำอีกเป็นครั้งที่สอง แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าคราวนี้เขามีอารมณ์ร่วมด้วยแค่ไหน มีมากถึงขนาดยอมทุกอย่างที่ชายร่างสูงจะกระทำต่อเขาทีเดียว


ยามราตรีมาเยือนอีกครั้ง ในแนวไม้ข้างตำหนักในที่เคยเงียบสงัด บัดนี้มีเสียงคล้ายคนเหยียบกิ่งไม้ แนวพุ่มไม้ไหวน้อยๆ ด้วยความที่เป็นคืนข้างแรมจึงไม่อาจเห็นหน้าคนที่บังอาจบุกรุกตำหนักในที่เป็นเขตหวงห้ามได้ชัด กระทั่งร่างสูงโปร่งนั่นออกมาถึงแนวคบไฟที่จุดตามหัวมุมตึกนั่นแล จึงเห็นเค้าหน้าคมสันได้ชัดเจน แต่ใช่ว่าจะมีเพียงร่างสูงเท่านั้นที่ยืนลับๆ ล่อๆ ตรงพุ่มไม้ตีนบันไดก็มีอีกร่างที่ยืนทำท่ากระวนกระวาย แต่ผิดที่ร่างนั้นเป็นหญิงเข้าวัยกลางคนไปแล้ว หล่อนแลซ้ายขวาเลิ่กลั่กจนเมื่อเห็นร่างสูงที่ส่งสัญญาณบอกอยู่ใต้ต้นมะม่วง สีหน้าหล่อนค่อยระบายรอยยิ้มอย่างโล่งอกขึ้นมาได้ก่อนรีบผลุนผันเข้าไปหา

"โอย อิฉันนึกว่าคุณจะไม่มาเสียแล้ว"

"อย่าพูดเลย ว่าไงมั่ง"

"นี่เจ้าค่ะ" หญิงร่างท้วมพูดพลางยื่นห่อผ้าสีแดงห่อเล็กส่งให้ ชายหนุ่มรีบรับมาอย่างเร็วและรีบคลี่ดู ในผ้าแดงผืนนั้นมีดอกลำดวนส่งกลิ่นหอมระรินอยู่ดอกหนึ่ง เขาบรรจงหยิบมันขึ้นจูบก่อนวางบนห่อตามเดิมแล้วหยิบกระดาษที่พับไว้ข้างกันขึ้นอ่าน

"โธ่ แม่ลำดวนของพี่" เขาพึมพำหลังจากอ่านเสร็จแล้วพับเก็บ ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มกระทำนั้น หญิงร่างท้วมได้แต่มองด้วยสายตาที่บอกความเห็นใจสงสารเต็มเปี่ยม สงสารต่อชะตากรรมที่ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งต้องเผชิญ หลังจากพับห่อตามเดิมแล้วร่างสูงก็เก็บมันไว้ในผ้าคาดเอวก่อนหยิบห่อผ้าสีเหลือง ในลักษณะเดียวกันส่งให้

"ฝากด้วยนะแม่น้อย บอกเจ้าคนดีของข้าทีว่าคำรักที่ข้ามอบให้ ไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ไม่อาจเทียบความคะนึงหาที่จิตข้าส่งผ่านถึงนาง จงอย่าโศกาถือว่านี่คือหนี้กรรมที่เราต้องน้อมรับ" หล่อนรับไว้แล้วรีบยัดเข้าสะเอวทันที ก่อนรับปากหนักแน่นแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดตึกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามด้วยสายตาอาวรณ์ไปยังห้องที่อยู่ชั้นบน เขายืนนิ่งอยู่ครู่ก่อนจะแฝงตัวอาศัยความมืดกลับไปเหมือนเช่นที่เข้ามา ระหว่างที่ผู้บุกรุกปีนป่ายต้นไม้เพื่ออกจากเขตกำแพงนั้น

หญิงรับใช้ร่างท้วมผลักบานประตูก้าวเข้าไปในห้องหนึ่ง ทันทีที่ประตูเปิดหญิงสาวร่างบางก็ก้าวเข้ามาคว้าแขนอวบนิ่มไว้ทันที

"อุ้ย ! โธ่ แม่หญิงนั่นเอง แหม บ่าวตกใจหมดเจ้าค่ะ" แล้วชะเง้อมองนอกห้องเห็นปลอดคนจึงปิดประตูลงกลอนแน่นหนา

"มาอุทานอะไรเล่า…ว่าอย่างไรบ้าง ?" ถามเสียงร้อนรน จนหญิงรับใช้อดไม่ได้ที่จะแกล้ง หล่อนอมยิ้มแล้วแกล้งเดินช้าๆ ไปนั่งบนพื้น หญิงผู้เป็นนายรีบถลาเข้าไปทันที

"มัวแต่ทำเล่นตัวอยู่นั่นเล่า รีบเข้าเถิดฉันร้อนใจเสียเหลือเกินแล้ว"

"เจ้าค่ะ ๆไม่แกล้งก็ได้ นี่เจ้าค่ะ" ว่าพลางส่งห่อผ้าผืนเล็กสีเหลืองส่งให้ มือบอบบางรีบแกะห่อผ้าเล็กทันที ภายในผืนผ้าเล็กมีกระดาษแผ่นเล็กพับวางไว้ หล่อนหยิบคลี่อ่าน รักนักเจ้าน้องยา พี่เฮย คราเคยเคียงชู้อยู่ มิวาย ด้วยกรรมพัดพรากคู่ อยู่กลาย น้องนา ดั่งกาไร้ปีกสิ้น โผสู่ดินแฮ อ่านเสร็จหล่อนวางกระดาษแผ่นน้อยแนบอก ดวงตาคู่งามเอ่อด้วยหยาดน้ำ "คุณกลางของลำดวนเจ้าขา"

เสียงหวานเครือแผ่วจนแม่น้อยบ่าวรับใช้ต้องเข้ามาโอบไหล่เล็กปลอบประโลม "แม่หญิงของน้อยอย่าโศกไปเลยเจ้าค่ะ เมื่อครู่คุณพระนายฝากความไว้ด้วยเจ้าค่ะว่า 'ฝากวานบอกเจ้าคนดีของข้าทีว่าคำรักที่ข้ามอบให้ ไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ไม่อาจเทียบความคะนึงหาที่จิตข้าส่งผ่านถึงนาง จงอย่าโศกาถือว่านี่คือหนี้กรรมที่เราต้องน้อมรับ' หญิงสาวผละจากอ้อมกอดหญิงร่างท้วม เช็ดหยาดน้ำที่ไหลเคลียแก้ม

"นั่นสินะ ฉันต้องเข้มแข็งไว้เพราะนี่คือสิ่งที่ฉันเลือก คงไม่ผิดใช่ไหมจ้ะ ที่ฉันเลือกทำตามหัวใจตนแทนกฎที่วางบังคับไว้"

"โธ่ ไม่ดอกเจ้าค่ะ ที่จริงแม่หญิงกับคุณพระนายมิได้ผิดด้วยซ้ำ อิฉันรู้เห็นว่านี่คือความรักที่บริสุทธิ์ พวกท่านออกจะสมกันยิ่งกว่าคู่ใดเสียด้วยซ้ำ" หล่อนพูดด้วยเสียงหนักแน่นและจริงใจจนนายสาวยิ้มออก สำหรับน้อยแล้วแม้รอยยิ้มของนายสาวจะเจือด้วยความเศร้าเหลือคณาหากทว่างดงามยิ่งนัก ไม่ผิดเลยที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะอดห้ามใจตนได้เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนี้เพียงแรกพบ


" นี่คุณใหญ่พาคุณนบไปที่ดงต้นแสหรือเจ้าคะ"

"ใช่…แต่สงสัยจังว่าทำไมถึงได้ปลูกไว้เยอะอย่างนั้นล่ะ เขาชอบมากเหรอ"

"จะว่าเช่นนั้นก็ไม่เชิงดอกเจ้าค่ะ" พูดพลางจัดเสื้อลงหีบ

"คือแต่ก่อนคุณใหญ่เธอเคยรักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อแสเจ้าค่ะ" นภสินธุ์หูผึ่งกับคำบอกเล่า "ป้าบอกว่าพวกเขาเคยรักกันงั้นเหรอ !?"

"เจ้าค่ะ แต่มันนานแล้วตั้งแต่คุณใหญ่เธอยังรุ่นอยู่ตอนถูกย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ จะ ว่าไปคล้ายความรักของเด็กๆ แอบคบกันเองไม่มีผู้ใหญ่รับรู้"

"เหรอ" เสียงใสม่อยลง บอกความรู้สึกตัวเองไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับรู้ "แล้วผู้หญิงคนนั้น…อยู่ไหนซะล่ะ" เสียงที่ถามแผ่วแหบเล็กน้อย

"ไปแล้วเจ้าค่ะ เป็นไข้ป่าตายไปเสียสัก 7-8 ปีได้กระมัง" นภสินธุ์อดไม่ได้ที่จะเกลียดตัวเองเมื่อรู้ว่าตนดีใจที่ได้รู้ว่าผู้หญิงที่ชายหนุ่มเคยรักได้ตายไปแล้ว

"งั้นเหรอ" เสียงที่พูดแม้จะพยายามบังคับให้ราบเรียบอย่างไรก็ยังแฝงความโล่งใจไว้เพียบ ก็โชคยังดีที่ช้อยมัวแต่ยุ่งกับเสื้อผ้าจนไม่ทันจับความรู้สึกนี้ได้ เด็กชายลุกไปยืนท้าวแขนที่หน้าต่างก่อนยิ้มให้กับตัวเองด้วยความรู้สึกสมใจและโล่งใจ ยืนคิดอะไรอยู่สักพักใบหน้าก็เริ่มแดงขึ้นเมื่อเริ่มคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ใหญ่ เขาล้มนั่งบนเตียงหยิบหมอนใบนุ่มมากอดและปิดใบหน้าที่แดงซ่าน ร่างเริ่มร้อนผ่าวเมื่อคิดถึงสัมผัสที่ยังเหลือไว้ของมืออุ่นนั่น ทำให้ช้อยที่กำลังก้าวออกจากห้องต้องหันมองด้วยความแปลกใจ ที่จู่ๆ เด็กชายก็กลิ้งไปมาบนเตียง

"ไม่สบายรึเปล่าเจ้าคะคุณนบ ต๊ายดูสิ หน้าแดงเชียวตัวร้อนหรือเจ้าคะ" หล่อนถามพร้อมอุทานเมื่อเห็นความแดงของใบหน้าที่หันมองมา

"หา ? อ้ะ อ้อ เปล๊า ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่…แค่เหนื่อยเท่านั้น" แก้ตัวพัลวันแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น

"ไม่ปวดหัวหรือมีอาการไข้จริงนะเจ้าคะ" คาดคั้นถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับคำหนักแน่นจึงกำชับถ้าเหนื่อยก็ให้นอนพักเสียแล้วออกจากห้องไป

เมื่อประตูห้องปิดแล้วก็โถมตัวลงนอนแผ่บนเตียงนุ่มแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ความจริงเขาก็กลัวใจตัวเองเหมือนกัน กลัวว่าจะเผลอใจไปกับชายหนุ่มจนลืมนึกถึงความถูกต้องในศีลธรรม เขายอมรับว่าออกจะรังเกียจในเรื่องพรรณนี้อยู่ ทั้งการอบรมสั่งสอนและสื่อจากสังคมมีมากพอจะทำให้รู้ว่าการรักกันแบบเกินเลยของชายกับชายเป็นสิ่งที่น่ารัง- เกียจ แต่กระนั้นแค่ไม่กี่ครั้งที่โดนลวนลามเขาก็เกือบจะปล่อยใจไปเสียแล้ว และอีกหลายหนที่โดนหอมโดนกอดซึ่งเขาก็ไม่ได้ขัดขืนสักนิด ออกจะชอบด้วยซ้ำ คิดมาถึงตอนนี้เด็กชายหลงยุคก็ลุกนั่งกอดหมอนเอามือเท้าคาง เคยจำได้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่เหมือนเขาตอนนี้เปี้ยบ คือนางเอกเรื่องนั้นถูกดึงเข้ามาในยุคอดีตและเป็นยุค ร.5 เหมืนกันด้วย แต่ยังดีกว่าเขาตรงที่ได้ไปๆ มาๆ อยู่ระหว่างสองกาลเวลา ในขณะที่เขาต้องจมปุกอยู่แต่ที่นี่อย่างเดียว โดยไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่าทางบ้านเขาพ่อแม่พี่น้องจะเป็นอย่างไรบ้าง จะห่วงขนาดไหน คิดแล้วก็ขนลุกเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตอนจบของหนังเรื่องนั้นนางเอกถูกกักอยู่ในโลกอดีตไปจนตลอดชีวิต และได้แต่งงานกับพระเอก แต่ก็ถือว่าเฮปปี้เอนดิ้ง แต่ในชีวิตจริงที่เขากำลังประสบอยู่นี้ล่ะจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่า ? ไม่ได้สิ ! อย่างไรเขาก็ต้องคิดหาทางกลับบ้านให้ได้ก่อนล่ะ เรื่องอื่นค่อยไว้ทีหลัง…เรื่องอื่น เด็กชายหน้าหมองลง เรื่องอื่นของเขาก็มีแต่เรื่องของชายหนุ่ม…จริงอยู่แม้จะอยากกลับบ้านเพียงใด แต่เขาจะทนไหวล่ะหรือถ้าต้องจากคนที่แสนอ่อนโยนนั่นชั่วชีวิต เมื่อความคิดเริ่มแย้งกันร่างเล็กจึงลุกขึ้นสะบัดหัวแรงๆ สองสามที แล้วเดินออกจากห้องไปเพื่อหาอะไรทำจะได้ไม่คิดมาก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะ !


ในช่วงที่คุณชายนภสินธุ์นั่งคิดถึงตัวเองอยู่นั้น พระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์ก็คิดถึงตัวเองเช่นเดียวกัน เขารู้สึกละอายใจนักที่ปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำจนลืมสิ้นถึงศีลธรรมและความถูกต้อง แต่เขาก็อดไม่ได้ทุกทีที่เข้าใจร่างเล็ก ยามที่ดวงตากลมโตคู่นั้นช้อนมองมา มันเหมือนฉุดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปจากตนเสียสิ้น และยิ่งได้สัมผัสผิวกายที่เนียนมือและริมฝีปากที่อ่อนนุ่มนั่นมันยิ่งกระชากความยั้งคิดจากเขาไปจนเกือบคุมไม่ทัน นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผละมา เขาเองก็แสนจะร้อนรุ่มจนอยากระบายเสียตรงนั้นด้วยซ้ำ

ถ้าไม่เผอิญ…อา…ถ้าไม่เผอิญมีกลีบดอกสีครามร่วมประไหล่เล็กของเด็กชายเข้า เขาคงรั้งตัวเองไม่อยู่เป็นแน่ ดอกแส กี่ปีแล้วนะ จนป่านนี้เขายังไม่อยากเชื่อว่าหล่อนจะยังมีอิทธิพลต่อจิตใจเขามาถึงป่านนี้อาจเพราะเป็นรักแรก…รักที่มีแต่ความจริงใจและความประทับใจที่มิอาจลืมได้ เขายังจำวันนั้นได้ดี วันที่เด็กสาวร่างบางเพ้อด้วยพิษไข้ และสิ้นลมไปในอ้อมแขนของเขา จากร่างที่ร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ค่อยๆ เย็นเยียบลงช้าๆ เหมือนกระชากชีวิตทั้งชีวิตของเขาให้ตกตามไป และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยเปิดใจให้ใครอีกเลย โดยมีดงต้นแสคอยย้ำเตือนจิตไว้ตลอดเวลา ร่างสูงเดินไปที่หน้าต่าง มองเหม่อไปยังดงแสที่มองเห็นชัดจากห้องนอน เขานึกเทียบความรู้สึกที่มีให้กับเด็กชายร่างเล็กและรักแรกที่จากไป จริงอยู่ ว่าความรู้สึกที่ให้กับนบนั้นอาจเทียบไม่ได้กับความรักที่เขามีต่อแม่แส แต่กระนั้นสายน้ำที่ไหลไปย่อมไม่หวนคืนอยู่ดี เขาเองก็ไม่ใช่คนจมปลักนัก และวิเคราะห์จิตใจตัวเองจนเกือบแน่ใจว่าขณะนี้ผู้ที่ก้าวเข้ามาและมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตเขาคือใคร ใบหน้าคมคร้ามปรากฏรอยยิ้มละมุนเมื่อนึกถึงดวงหน้าหวานที่มักจะแสดงอาการเฮี้ยวอยู่เนืองๆ ณ ขณะนี้คนที่อยู่ในห้วงความคิดคำนึงของเขา มีเพียงเด็กชายที่ตนซื้อมาเท่านั้น และมีมากพอจนทำให้แทบไม่มีที่ว่างพอจะคิดถึงผู้อื่นใดได้เลย แม้แต่รักแรกที่จากไป…..


สิ้นกาล ที่ ๖

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9