All Novels on this site are not allowed to copy or use in other media
without asking from the writters. Please respect the rule.

ผลงานที่ลงในเว็ป ACHOclub มีเพื่อให้ความบันเทิงในเว็ปนี้เท่านั้น
ห้ามมิให้นำไปแอบอ้าง หรือลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9

เพลงกาล

กาลที่ ๗

กำหนดจะได้ยกทัพขึ้นไปเมืองหนองคาย ด้วย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า สั่งว่าพระยานครราชสีห์มา มีบอกลงมาว่ากองทัพห้อยกทัพล่วงลงมาตั้งอยู่เมืองเวียงจัน โปรดเกล้า ให้เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์เป็นทัพหน้า สมเด็จพระเจ้าบรมวงษเธอ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ ยกขึ้นไปเมืองหนองคาย กำหนด ณ วันพุฒ เดือนสิบ แรมแปดค่ำ ปีกุนสัปตศก เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์ จะได้ยกออกจากกรุงเทพฯ นั่นเกณฑ์ พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น หัวเมืองกองนอกในพระบรมมหาราชวัง พระราชวังบวร แลให้ผู้ซึ่งต้องเกณฑ์ทั้งนี้ ให้เตรียมเสบียง อาหารเครื่องศาสตราอาวุธให้พร้อม แล้วให้ไปเข้ากองทัพเจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงค์ แต่ ณ วันพุฒ เดือนสิบ แรมแปดค่ำ จะได้ยกขึ้นไปเกณฑ์ให้ครบให้ทันกำหนด อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง หมายมาณวันเดือนสิบ ขึ้นสองค่ำ ปีกุนสัปตศก


"อยู่ตั้งหนองคาย แล้วทำไมคุณต้องถ่อไปด้วยล่ะ" ถามชายหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่

"คำสั่งจากพ่อเมือง ข้าขัดได้ที่ไหน" ขณะที่เสียงใสบอกแววขุ่นเต็มที่ เสียงทุ้มนุ่มกลับราบเรียบอย่างไร้อารมณ์

"คุณนี่…." เขม่นมอง

"รู้ตัวบ้างรึเปล่าหาว่ากำลังโดนแกล้งน่ะ !"

"รู้" น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย นิ้วเรียวยาวพลิกหน้ากระดาษ นภสินธุ์ชักฉุนแทน

"รู้แล้วคุณยังปล่อยให้โดนแกล้งอยู่อย่างนี้น่ะนะ"

"แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า" น้ำเสียงเริ่มบอกความหน่าย เมื่อมือเล็กคว้าหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ออกไป

"ก็ไปบอกเจ้าพระยงพระยานั่นเลยสิ ว่าถ้าอยากสร้างผลงานก็เชิญไปเอง"

"ท่านเจ้าคุณน่ะไม่หรอกนะ แต่เป็นคนอื่นต่างหาก สำหรับเขาเราเป็นยิ่งกว่าก้างเสียอีก"

"อ้อ คงอิจฉาที่คุณได้เป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองล่ะซี่ ก็ในเมื่อมันไปพูดยุเจ้าพระยาอะไรนั่นได้แล้วทำไมคุณไม่เล่นบ้างล่ะ"

"ไม่ล่ะ" แล้วเอื้อมไปรวบเอวบางเช้าแนบตัว

"สู้ไปตามคำสั่งเผื่อโชคดีสร้างผลงานไว้อาจได้เลื่อนยศอีกก็ได้"

"นี่สรุปคุณก็คิดจะสร้างผลงานเหรอเนี่ย ! แต่ผมว่าวิธีนี้มันเสี่ยงไปนา ถ้าเกิดดวงซวยขึ้นมาเดี้ยงกลางสนามรบ ไม่เป็นอันจบหรอกเหรอ"

"เดี้ยง ? ตายน่ะรึ หึ ไม่หรอกน่า เราพอมั่นใจฝีมือฟันดาบ ยิงปืนอยู่บ้าง" นภสินธุ์ย่นจมูกใส่ "อีโธ่ หลงตัวเอง"

คุณพระหัวเราะน้อยๆ พลางโอบร่างเล็กลงนั่งตัก อุ้งมือใหญ่ช้อนดวงหน้าประกบจูบผิวแผ่วที่หน้าผากมน แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด

"จากเหตุครานั้นล่วงเข้าสามเดือนแล้ว พอจะยอมยกโทษให้ได้รึยัง ?"

"ยกโทษเรื่องอะไร ?" ท้ายเสียสะบัดงอนเล็กน้อย

"เรื่องคราใต้ต้นแสนั่นไง" เมื่อเห็นเด็กชายเสมองด้านอื่นก็อมยิ้ม "หรือที่จริงเจ้าไม่ได้ถือโทษเรา แต่…." หยุดค้างไว้

"แต่อะไร !?" นิ้วมือเรียวเขี่ยคางมนเล่น "แต่เจ้าชอบ"

ใบหน้าที่แดงก่ำขึ้นมาทันใดเป็นการยืนยันได้อย่างดีในสิ่งที่เพิ่งพูดไปเด็กชายพยายามแกะมือใหญ่ที่เกาะกุมเอวไว้แน่น

"ปากเสีย พูดเองเออเองชัดๆ ปล่อยเลยนะ ! คุณน่ะไม่ทำเหมือนคราวนั้นก็จริง แต่เล่นกอดจูบผมเกือบทุกคืนเลยเนี่ยนะ ! เหอะ ใครจะยอมยกโทษให้ ! ไม่ต้องมาทำพูด ดีไปหน่อยเลย"

"น่า น่า อย่าเพิ่งงอนไปสิเจ้า" ชายหนุ่มหัวเราะขำและกระชับอ้อมแขนให้แน่นเข้า มืออีกข้างจับมือเล็กขึ้นจูบ

"คุณเป็นพวกผิดปกติเหรอฮะ"

"ว่ากระไรนะ ?"

"ผมถามว่าคุณเป็นพวกจิตใจผิดปกติ รักชอบเพศเดียวกันรึไง ?"

"ใครว่า เจ้าเป็นคนแรกต่างหาก ข้าน่ะมีความรักกับสตรีหลายคนอยู่ แต่ก็ต้องแยกกันไป"

"เพราะพวกนั้นรู้ว่าที่แท้คุณน่ะ เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน" พูดเน้นประโยคหลังชัดๆ ข้างหูชายหนุ่ม ใบหน้าคมสันปรากฏแต่รอยยิ้ม ตลอดเวลาที่นภสินธุ์พูดจาเสียดสี แน่นอนเขาไม่ได้ถือสาในสิ่งที่เด็กชายพูดแม้นิดและไม่เคยคิดเป็นอารมณ์ด้วยซ้ำ แต่กระนั้นก็ยังแสร้งทำหน้าขรึม ก่อนพูดเสียงเรียบจนเกือบเป็นเย็นชา

"เจ้านี่มักพูดจาหาเรื่องใส่ตนเสมอเลยนะ" แต่หม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ไม่ทันสังเกตน้ำเสียงที่แสร้งทำให้เปลี่ยนไป จึงยังมองเมินไปทางอื่นอยู่ คุณพระเห็นดังนั้นจึงจับคางมนหันมาสบตา เห็นแววรั้นในดวงตาคู่งาม ใบหน้าคมคร้ามจึงละมุนลงก่อนจูบแผ่วเบาบนเปลือกตาบาง แทะเล็มปลายจมูกโด่งแล้วมาจบที่ริมฝีปากนุ่ม เนิบนาบจากความอ่อนหวานเริ่มเร่งร้อนชายหนุ่มเริ่มบดเคล้าริมฝีปากนุ่มแรงขึ้น นภสินธุ์อดไม่ไหวต้องยกแขนเรียวเล็กขึ้นโอบรอบลำคอหนา สอดนิ้วมือเข้าขยุ้มเส้นผมหยักศกน้อยๆ ของชายหนุ่ม ดึงร่างตนเข้าแนบชิดอกกว้างยิ่งขึ้น ฝ่ามืออุ่นสอดเข้าใต้ชายผ้าไล้เรื่อยไปตามปลีน่องเนียนมือแล้วหยุดตรงจุดเร้าอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวไล้หยอก พาร่างเล็กสะดุ้งเฮือก ละจากมือลำคอมาจับแขนกำยำแทน มืออุ่นเคล้นคลึงอยู่ครู่จนรู้สึกชัดถึงอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นของเด็กชาย จึงปล่อยริมฝีปากนุ่มมาไซ้ซอกคอขาวเพื่อฟังเสียงครางอย่างพึงใจ ส่วนเด็กชายนั้นถูกอารมณ์กระตุ้นจนแทบคุมสติไม่อยู่ เขาปล่อยใจกายไปกับการเล้าโลมเต็มที่จนสะท้านกายเฮือกเมื่อฝ่ามือใหญ่เร่งเร้าจนสิ่งที่อัดอั้นปะทุออกมา ชายหนุ่มปล่อยให้ร่างเล็กซบอกเพื่อคลายลมหายใจที่หอบกระชั้นจนเริ่มกลายเป็นปกติ

"คุณใหญ่ฮะ….ที่จริงผมไม่อยากพูดหรอกนะ แต่มันก็อดไม่ได้"

"อะไรรึ" ใช้นิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากชื้นเหงื่อขึ้น

"คือผมว่า ผมคงต้องชอบคุณแน่เลย" ริมฝีปากบางยิ้มน้อยๆ "เราก็คิดเช่นนั้น"

"คุณนี่มักหลงตัวเองอย่างนี้เสมอเลยรึไงนะ" ปลายเสียงตวัดขึ้นสูงเล็กน้อย

"ก็พออยู่" แล้วช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มไปวางบนเตียงก่อนขึ้นทาบทับ

"อี๊ หนัก" ว่าพลางใช้แขนยันอกกว้างไว้ แล้วหยุดมองดวงหน้าคมเข้ม ย่นจมูกใส่เมื่อเห็นแววในดวงตาที่ทอดมองมา

"เจ้าคนดี อีกแค่สองวันเราก็ต้องจากไปเสียแล้ว" กังวานเสียงทุ้มทอดนุ่ม

"อีกสองวันเองเหรอฮะ"

"จ้ะ ดังนั้นค่ำนี้เราขอเจ้าจักได้ไหม"

"ขอ ?" ทวนคำอย่างไม่เข้าใจ คิ้วเรียวขมวดมุ่นอยู่ครู่ก็เริ่มคลายพร้อมใบหน้าที่ค่อยๆ แดงจนก่ำ "ขอ ! นี่คุณจะขอ เอ่อ ขอ จุด จุด จุด กับผมน่ะเหรอ !?"

ชายหนุ่มก้มลงแนบริมฝีปากอิ่มแผ่วเบา ก่อนกระซิบข้างหู "อย่าอึงไปสิเจ้า เอ็ดไปใครได้ยินไม่อายกระนั้นรึ ?"

เด็กชายไม่ฟังเสียงเริ่มออกแรงดิ้นขืนตัวจากการทาบทับ "ลุกไปเดี๋ยวนี้นะ ! จะ บ้าเรอะ แค่ให้กอดจูบก็พอแล้ว เรื่องอะไรล่ะ ใครจะยอมคุณกัน !! ยี้ ! ไปเลยไป๊ !"

นภสินธุ์พยายามดิ้นให้พ้นจากการทาบทับแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล ด้วยน้ำหนักที่ กดทับลงมาก็เล่นเอาเขาอึดอัดพอควรแล้ว แถมข้อมือทั้งสองข้างยังถูกจับกดอยู่เหนือหัวอีก ดังนั้นหลังจากออกแรงอย่างไร้ประโยชน์อยู่ครู่ก็หยุด โดยตลอดเวลาคุณพระไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงกิริยาใดเลยนอกจากการหยักยิ้มที่มุมปาก จนเห็นร่างเล็กเลิกพยศแล้วจึงปล่อยข้อมือเล็กออกแล้วลุกขึ้นนั่งข้างๆ เมื่อเป็นอิสระปุ๊บ คุณชายนภสินธุ์ก็พลิกตัวหันหลังให้ทันที ชายหนุ่มทอดสายตามองอยู่สักพักก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะทุยแผ่วเบาอย่างปลอบประโลม

"อย่าขึงโกรธ หรือกลัวไปเลย เคยบอกมิใช่รึว่าจะไม่ล่วงเกินถ้าไม่ต้องการ" แล้วไล้มือเคลียนวลแก้มนุ่ม ทอดจังหวะเสียงอ่อนละมุนจนเด็กชายเกือบหายโกรธ แต่ก็ยังฉุนอยู่จึงปัดมือใหญ่ออก คุณใหญ่ยิ้มให้แล้วก้มช้อนร่างเล็กให้พลิกกลับ แต่เด็กชายยังใช้ศอกยันร่างสูงไว้อยู่ ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไรยังคงประคองแก้มนวลไว้แล้วก้มลงหอมหนักๆ สองสามที แล้วโอบกระชับร่างเล็กเข้าแนบตัวอย่างถะนุถนอม

"คุณจะไม่โกรธผมเลยเหรอ" เด็กชายเงยหน้าถาม

"เรื่องใดรึ ?"

"ก็ ก็ที่ผมดิ้นใส่คุณเมื่อกี้ไง"

"การปฏิเสธในสิ่งที่ตนไม่เต็มใจมีสิ่งใดผิดรึ" จังหวะเสียงจังทอดนุ่มจนเด็กชายเป็นฝ่ายรู้สึกผิดเสียเอง

"ผมขอโทษ" พูดเสียงอ้อมแอ้ม จนคุณพระยิ้มขำแล้วก้มจูบหน้าผากมนแผ่วเบา "เอาเถิด เมื่อครู่เจ้าคงตกใจเช่นกัน มาเราจะปลอบขวัญให้ คืนนี้จงหลับให้สบาย" แล้วเริ่มร้องเพลงกล่อม

 

เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน

นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน

ดอกเอ๋ย ดอกขจร

นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย

โอ้เจ้านกขมิ้นเอย เชิญเจ้าผินโผจู่มาสู่เหย้า

นอนในกรงทองของเรา จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน

จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน

ดอกเอ๋ย เจ้าดอกรักซ้อน

เชิญเจ้าผินบินจร มาสู่ที่นอนเรียมเอย

หรือเจ้าของเขามีอยู่ที่ไหน จงบอกให้แจ้งในฤทัยพี่

หรือเจ้าเปล่าคู่อยู่เอกี เจ้าช่อสารภี เจ้าปักษี งามนักเอย


"ช้อยไม่อยากให้คุณใหญ่ไปจริงๆ เลยนะเจ้าค่ะ โธ่ ทูนหัวเอ๊ย แถมปีนี้ยังเข้าเบญจเพศด้วยอีก ช้อยล่ะกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ"

อดีตแม่นมพูดไปเช็ดน้ำหมากไปน้ำตาก็ไหลไป จนชายหนุ่มอดพูดหยอกไม่ได้

"อีช้อย ตกลงจะเช็ดน้ำหมากหรือเช็ดน้ำตา เอาให้แน่สักอย่างซี่" ช้อยค้อนขวับทันที "ยังมีแก่ใจอีกนะเจ้าคะ"

"น่าๆ อย่าเพิ่งงอนไป" พลางหันซ้ายขวา "แล้วนี่เจ้านบไปไหนเล่า เราจะออกเดินทางอยู่แล้วยังไม่มาให้เห็นสักนิด"

"เมื่อครู่เห็นเดินตุปัดตุป่องไปทางดงแสแน่ะเจ้าค่ะ" ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนลุกออกไป แต่ไม่ลืมกำชับให้ท้ายเตรียมของให้พร้อม เพื่อเตรียมเดินทาง ใต้ต้นแสใหญ่ริมลำธารเล็ก คุณพระเห็นเด็กชายนั่งกอดเข่าจุ้มปุกอยู่จึงเดินเข้าไปใกล้ เห็นยังนั่งเงียบก็ก้มลงโอบจากด้านหลังพานบสะดุ้งอย่างตกใจ

"คุณใหญ่ !"

"เราเอง เจ้าคิดว่าใครรึ ?"

"คุณ…เอ่อ คุณยังไม่ไปอีกเหรอฮะ" ถามเสียงเบา

"เจ้าอยากให้เรารีบไปนักรึ"

"เปล่านะ !" สวนตอบทันควัน แล้วผงะอย่างนึกขึ้นได้จึงสะบัดหน้าหนี

"ก็ เออสิ อยากไปไหนก็ไปเลยไป"

"อยากให้ไปจริง ?" แสร้งถามรุก

"ก็รีบๆ ไปสิ !"

"งั้นไปก็ได้" แล้วลุกขึ้นพาให้เด็กชายหันขวับ เมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะเดินไปจริงๆ ก็ผวาเข้าจับแขนใหญ่ไว้แน่น

"คุณจะไปจริงๆ น่ะ !?" ถามเสียงร้อนรน ชายหนุ่มแสร้งตีหน้าเฉย "ก็เจ้าอยากให้ไป"

"ใครว่า" สะบัดปลายเสียงอย่างฉุนๆ "เอาเถอะๆ เราไม่มีเวลามากพอจะต่อปากต่อคำด้วย ที่มาหาเพียงอยากเห็นหน้าก่อนจาก" แล้วก้มตัวลงในอยู่ในระดับสายเดียวกับเด็กชาย เห็นแพขนตางอนกะพริบสองสามทีก่อนช้อนขึ้นพร้อมหยาดน้ำที่เริ่มรื้อขึ้นตามขอบตาแดง จึงเอื้อมมือประคองดวงหน้าไว้แล้วจูบแก้มสองข้างแล้วโอบร่างเล็กที่เริ่มสะอื้นเข้าแนบกอด "จากเพียงไม่นาน เราต้องกลับมาหาเจ้าแน่ คนดีอย่าร้องเลยนะ"

"จริงนะ" เสียงแผ่วสะอื้น

"ดวงใจเราอยู่ที่นี่แล้วจะให้ไปไหนได้เล่า" แล้วช้อนดวงหน้าขึ้นจูบซับหยาดน้ำตาตามแก้มนวล เขาล้วงหยิบห่อของเล็กออกมาจากผ้าคาดเอว แก้ห่อเล็กออกหยิบแหวนฝังพลอยนพเก้าเป็นกลีบดอกไม้โดยมีใจกลางเป็นเพชรสุกสกาว เขาถอดสร้อยพระออกจากคอตนแล้วคล้องแหวนวงเล็กเข้าไป ก่อนคล้องคอให้ เด็กชาย

"ช่วงที่ไปคงกินเวลาหลายอยู่ ดังนั้นจึงขอตีตราจองเจ้าไว้นะคนดี ให้รู้ว่าห่วงและคิดถึงเหลือเกิน" นภสินธุ์พนมมือขอบคุณ คุณใหญ่จึงโอบร่างเล็กแน่นอีกครั้ง

 

โอ้อกเอ๋ยอกฟกอนาถ จำจากนิราศจากแหล่งเสน่หา

จำจากที่รักหนักอุรา จำจากเคหาที่เคยนอน

เสียดายห้องที่เคยพลอดออดออเซาะ เคยฉอเลาะพุ่มพวงดวงสมร

ครั้งนี้ต้องหักใจครรไลจร ด้วยภูธรรับสั่งให้ไปชิงชัย


เสียงอัสนีคำรามลั่นจากขอบฟ้า พาให้คนบนเรือนชะเง้อชะแง้อย่างใจไม่ดี

"โธ่เอ๊ย อากาศออกขมุกขมัวอย่างนี้ยังยังดื้อไปขี่ม้าเล่นอีก คุณนบนะคุณนบ" ช้อยบ่มพึมเป็นหมีกินผึ้งด้วยความห่วง หลังจากคุณใหญ่ไปสงครามปราบห้อได้เพียงอาทิตย์ เด็กชายที่ดูหงอยในทีแรกก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ดื้อเอาโน่นเอานี่ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดจนเมื่อวานมีคนนำม้าพันธุ์ดีมาให้แทนการเข้าเวร เจ้านายตัวน้อยของหล่อนดีใจจนออกนอกหน้า สั่งให้คนนำบังเหียนไปใส่แล้วออกขี่เล่นจนเกือบพลบค่ำจึงกลับ แล้วยังวันนี้อีก หล่อนห้ามเพราะเห็นฟ้าฝนไม่ค่อยดี ครึ้มมาตั้งแต่เช้ามืด แต่เด็กชายไม่ยอมรั้น จะออกขี่ให้ได้ และสุดท้ายก็แอบไปขี่ตั้งแต่เที่ยงจนตอนนี้ตะวันย่ำดินแล้วยังไม่กลับมา แล้วก็สะดุ้งเฮือกใหญ่เมื่อเสียงคำรามลั่นของสายฟ้าดังอยู่เหนือทิวดงแสห่างตัวเรือนไม่ไปไกล พร้อมยอดไม้ที่หักลง สายลมกรรโชกหนัก พาหน้าต่างปิดปึงปัง

ลางร้าย !!

หม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ แก้วกานต์ แหงนมองสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างตื่นๆ พร้อมพยายามบังคับบังเหียนม้าที่สะบัดคอพรืดอย่างหาดกลัวในเสียงคำรามของสายฟ้า

"ตายล่ะเรา มืดอย่างนี้จะกลับยังไงล่ะเนี่ย" พูดกับตัวเอง ที่จริงก็ไม่อยากจะยอมรับนักหรอกว่าตอนนี้เขากำลังหลงทางอยู่ ความตั้งใจเดิมก่ะขี่หนีมาไกลๆ เพื่อแกล้งบ่าวรับใช้เล่น แต่สุดท้ายกลับหลงหาทางกลับไม่เจอ เขาเหยาะม้าวนเวียนอยู่สามสี่เที่ยวก็ยังไม่พ้นแนวทิวไม้ที่ขึ้นโอบรอบตัวไปได้ แถมรอบตัวก็มืดจนมองไม่เห็นทาง สายฝนเม็ดใหญ่เริ่มเปาะแปะลงมาพร้อมลมกรรโชกพาร่างเล็กสะท้านเยือกด้วยความหนาว ยังดีที่เขาแต่งกายรัดกุมด้วยชุดที่ใส่ติดตัวมา ขืนเป็นโจงกะเบนเสื้อคอป่านมีหวังหนาวสะท้านกว่านี้แน่ เสียงนกแสกกรีดดังพาให้บรรยากาศดูทะมึน ร่างเล็กเหลียวมองรอบกายแล้วสะดุ้งเฮือกกรีดร้องลั่นเมื่อจู่ๆ เสียงฟ้าก็ดังก้องข้างตัว อาชาตัวล่ำตกใจไม่แพ้กัน มันยกขาขึ้นกระโดดสะบัดพาร่างเล็กคุมไม่ไหวสุดท้ายก็โดนสะบัดจนหล่นลงไปกองกับพื้นพร้อม ๆ กับที่สายอัสนีบาตฟาดกระหน่ำลงมาอีกครั้งติดๆ กัน


แก้วน้ำใบบางหล่นกระทบพื้น เลือดสีแดงฉานหยดลงกระทบผิวแก้วที่แตกเป็นเสี่ยง

"คุณแม่ขอรับ !" เล็กอุทานอย่างตกใจแล้วรีบเข้าไปจับมือนุ่มของมารดามาดู กลางรีบถลาเข้ามาพร้อมผ้าซับเลือดตรงฝ่ามือให้ แล้วเรียกบ่าวรีบหยิบยามาทา ใบหน้าของคุณหญิงรอดซีดเผือด ไม่ใช่เพราะเจ็บที่บาดแผล แต่จู่ๆ หล่อนก็ใจสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุจนเกือบบังคับแก้วน้ำไม่อยู่ต้องปล่อยให้ตกลง

"คุณแม่ครับ !" กลางเรียกซ้ำเมื่อเห็นมารดาท่าอาการไม่ค่อยดี "ไม่เป็นไรนะครับ แผลไม่ใหญ่นัก"

"กลาง…" เสียงหวานสั่นเล็กน้อย หล่อนเงยหน้าซีดเผือดขึ้นมองลูกชาย "พ่อใหญ่ไปปราบพวกห้อ ยังไม่มีข่าวมาอีกรึ ?" ชายหนุ่มนิ่งไป

"ยังครับ แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงดอกครับพวกห้อน่ะสู้ทหารสยามไม่ได้อยู่แล้ว" คุณหญิงนั่งนิ่งแล้วหันสั่งบ่าว

"นังหยาดเอ็งเตรียมเรือบอกบ่าวหญิงไปสักสอง คืนนี้ข้าจะไปไหว้พระวัดระฆังและไปค้างด้วย" เห็นลูกชายตั้งท่าจะท้วงจึงยกมือห้าม

"ไม่เป็นไรหรอกพ่อกลาง ไม่ต้องห่วง แม่ใจไม่ดีเลยห่วงพ่อใหญ่มากนัก ขืนอยู่เฉยต้องฟุ้งซ่านแน่ สู้ไปนั่งสมาธิที่วัดขอพรให้พ่อใหญ่ แม่ยังสบายใจเสียกว่า"


สิ้นกาล ที่ ๗

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9