All Novels on this site are not allowed to copy or use in other media
without asking from the writters. Please respect the rule.

ผลงานที่ลงในเว็ป ACHOclub มีเพื่อให้ความบันเทิงในเว็ปนี้เท่านั้น
ห้ามมิให้นำไปแอบอ้าง หรือลอกเลียนส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยมิได้ขออนุญาติจากเจ้าของผลงานก่อน

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9

เพลงกาล

กาลที่ ๘


เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน

นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน

ดอกเอ๋ย ดอกขจร

นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย

โอ้เจ้านกขมิ้นเอย เชิญเจ้าผินโผจู่มาสู่เหย้า

นอนในกรงทองของเรา จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน

จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน

ดอกเอ๋ย เจ้าดอกรักซ้อน

เชิญเจ้าผินบินจร มาสู่ที่นอนเรียมเอย

หรือเจ้าของเขามีอยู่ที่ไหน จงบอกให้แจ้งในฤทัยพี่

หรือเจ้าเปล่าคู่อยู่เอกี เจ้าช่อสารภี

เจ้าปักษี งามนักเอย


ใครมาร้องเพลงเสียงยานคางข้างหูนะ ? รำคาญชิบ พยายามขยับตัว โอย…ทำไมถึงได้ปวดอย่างนี้นะ ปวดไปหมดทั้งตัวเลย แถมยังขยับไม่ได้อีก เขากำลังถูกมัดอยู่ ? ช่างไม่เจียมแท้ๆ ไม่รู้รึไงนะว่าเขาเป็นใคร เขาน่ะเป็นถึงหม่อม….โอย ปวดไปทั้งตัวเลยโว้ย

นภ นภจ๋า นภลูกแม่……

เอ เสียงคุ้นๆ อ้อ เสียงแม่เขาเองนี่นา แต่ เสียงที่ร้องเพลงเมื่อกี้ใครกันนะ ไม่ใช่แม่เขาแน่ แต่ช่างคุ้นเหลือเกิน เหมือน….เหมือนเสียงใครบางคน……อ้อ ใช่แล้วเสียง….

"ท่านแม่ขา ! พี่นภขยับตัวแล้วค่ะ !!" เสียงใสแจ๋วตะโกนบอกด้วยความดีใจ หม่อมเทพินทร์ แก้วกานต์พร้อมพระสวามีรีบถลาเข้ามาข้างเตียง เห็นมือของลูกชายเริ่มขยับผู้เป็นมารดารีบยกขึ้นกุมด้วยความดีใจจนล้นปรี่

"นภ นภลูกแม่ !"

หม่อมเจ้าชายรังสิมันตุ์เอ่ยปากว่าชายาที่หุนหันไปแต่ตัวเองกลับลูบหัวลูบแขนบุตรไม่ปล่อยเช่นกัน จนเปลือกตาบางเริ่มขยิบกะพริบพร้อมส่งเสียงครางแผ่ว ผู้เป็นบิดากลับเป็นฝ่ายถลาพูดอย่างร้อนรน

"นภ นี่พ่อเองนะนภ เป็นไงบ้างลูก !? หา ว่าไงนะ !!?" เขาพยายามตะแคงหูฟังเสียงงึมงำของลูกคนรอง "คุณ…ใหญ่…."

ชื่อใครบางคนที่ไม่มีใครในห้องรู้จักดังแผ่วจากปากลูกชายที่นอนแบ่บอยู่บนเตียง "ลูกพูดว่าอะไรคะ ใครกัน คุณใหญ่ ? ใช่ชื่อเพื่อนแกรึเปล่า ?"

หล่อนตั้งคำถามกับพรสวามีซึ่งอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าเช่นกัน แล้วจึงหันไปหาลูกสาวคนเล็กที่ยืนเกาะอยู่ข้างชายา

"หญิงมณีสนิทกับพี่นภ รู้จักคนชื่อใหญ่ไหมลูก" เด็กหญิงวัย 8 ขวบส่ายหน้าจนเปียสะบัด แล้วก็ตาโตชี้นิ้วเล็กๆ ไปที่ร่างพี่ชายบนเตียง "ดูสิคะ พี่นภลืมตาแล้ว !!"

หญิงวัยกลางคนรีบถลันเข้าไปหาลูก "นภเป็นไงบ้างลูก ปวดหัว ? ปวดเมื่อยหรือเจ็บตรงไหนบ้างรึเปล่า ?" หม่อมเทพินทร์ถามอย่างร้อนใจ

"อย่าเพิ่งรุกอย่างนั้นสิพิน …..ใครก็ตามเรียกหมอมาเร็ว ! คุณนภฟื้นแล้ว"

นภสินธุ์กะพริบปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาที่มองหน้าพ่อกับแม่สลับกันในทีแรกยังว่างเปล่า อยู่สักพักก็เริ่มมีแววระลึกได้ "ท่านพ่อ….ท่านแม่….?"

"จ้ะ ลูก จ้ะ แม่เองนะ" หล่อนก้มจูบประโลมขวัญลูกชายยกใหญ่ "ไม่เป็นไรนะลูก ไม่มีแผลตามตัว กระดูกไม่หัก ดีแล้วล่ะ" เด็กชายหันไปมองบิดา

"ท่านพ่อฮะ ผมเป็นอะไรเหรอฮะ ทำไมเมื่อยตัวไปหมดเลยล่ะ"

"ก็ลูกตกม้าน่ะสิจ้ะ" ผู้เป็นมารดาตอบแทน "เนี่ยบอกแล้วไม่เชื่อว่าอย่าขี่ม้าที่ตัวใหญ่ไปนัก เกิดอะไรขึ้นบังคับไม่อยู่จะยุ่งเอา" นภสินธุ์มองงง พ่อเห็นจึงปรามไว้

"พินอย่างเพิ่งไปเร่งลูกอย่างนั้นซี่ แกเพิ่งฟื้นยังตามไม่ทันหรอก" เหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวจึงหยุดพูดพอดีกับที่หมอเข้ามาจึงหลีกทางให้ตรวจ


หลายวันหลังจากเหตุตกม้าคราวนั้น ทีแรกหม่อมราชวงศ์นภสินธุ์ยังปรับตัวไม่ถูก เขาจำได้แม่นว่าตกม้าคราวแรกพอฟื้นขึ้นก็ไปอยู่ในยุคอดีต พอตกม้าคราวที่สองพอลืมตาตื่นดันกลับมาอยู่ในยุคสมัยของเขาไปเสียนี่ แถมยังเป็นในเวลาเดียวกันอีกด้วย สรุปก็คือ ช่วงเวลาเกือบ 6 เดือนที่เขาหลงไปใช้ชีวิตอยู่ในสมัยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วนั่นได้ขาดหายไป สำหรับที่นี่เหมือนกับเขาไม่ได้หายไปไหนเลย ไม่ได้จากไปถึง 6 เดือนแต่เป็นแค่ช่วงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ตอนตกม้าทีแรกดูนาฬิกาเกือบทุ่ม แต่จากที่ใครพากันเล่าให้ฟังบอกว่ามีคนพบเขานอนสลบอยู่ตอนสามทุ่มกว่า เขาหายไปแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น !

เด็กชายนั่งคิดย้อนความจำเมื่อคราวถูกจับโยนไปในยุคอดีต คิดถึงทุกคนที่ได้พบ โดยเฉพาะชายหนุ่มใบหน้าคมสันที่มีเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง อย่างนึกขึ้นมาได้เขาแตะอกตัวเองหมับ ว่างเปล่า ! นภสินธุ์ใจหายวาบ

"ตายล่ะหว่า สร้อยคอที่คุณใหญ่ให้ไว้ หรือจะตกหายไปไหน ทำไงดีนั่นเป็นที่ระลึกเพียงสิ่งเดียวที่คุณใหญ่เหลือให้ซะด้วย"

จำได้ท่านแม่เคยบอกว่ามีคนพบเขานอนสลบอยู่กลางไร่ คนนั้น ! ต้องเป็นคนนั้นแน่ๆ ที่ขโมยเอาสร้อยทองเขาไป เออสิ ! ก็สร้อยทองหนักตั้งกี่บาทไม่รู้แถมยังพระเครื่องของเก่าจริงๆ พร้อมแหวนนพเก้าหัวเพชรนั่นอีก มันต้องล่อตาล่อใจอยู่แล้ว แต่เรื่องอะไรจะยอมล่ะ ! นั่นน่ะของสำคัญเชียวนะ !! แล้วรีบผลุงออกไปหามารดาทันที


สิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะคือกล่องบุนวมใบไม่ใหญ่นัก ภายในมีสร้อยทองห้อยพระเครื่องและแหวนวางสงบอยู่

"นี่ใช่มั้ยจ้ะที่นภหาน่ะ"

"ฮะ" แล้วเงยหน้ายิ้มแห้งให้มารดา "ท่านแม่เก็บไว้เอง….หรอกเหรอฮะ"

"จ้า ตอนที่คุณธรณินทร์อุ้มลูกมา ลูกก็ห้อยมันอยู่แล้ว นอกจากยังไม่ได้ขอบคุณเค้าแล้วยังไปหาว่าเป็นขโมยอีกแน่ะ" เด็กชายยิ่งยิ้มแห้งขึ้นไปอีก

"โธ่ ก็ผมไม่ทราบจริงๆ นี่ครับ รู้สึกตัวเห็นมันหายไปก็นึกว่า เจอจิ๊กไปแหล่ว" หม่อมเทพินทร์ค้อนทีหนึ่งพองามแล้วหยิบสร้อยพระคล้องคอให้ลูกชาย

"ว่าแต่สร้อยเส้นนี้กับแหวนนี่แม่ไม่เคยเห็น ลูกได้มาจากไหนเหรอจ้ะ ดูสิ เพชรเม็ดนี้น้ำงามทีเดียว" นภสินธุ์นิ่งไปอย่างพูดไม่ออกสุดท้ายก็ต้องโกหกไป

"ผมซื้อมาเองแหละฮะ" พูดเสียงแผ่ว แล้วพึมพำของตัว ซึ่งมารดาก็ไม่ทันจับน้ำเสียงชัด พอออกมาพ้นห้องหยาดน้ำก็เริ่มรื้อออกมา เด็กชายพยายามห้ามเต็มที่ไม่ให้มันไหลรินมากกว่านี้ เขาเดินขึ้นห้องโดยกำสร้อยคอแน่น พยายามบังคับไม่ให้น้ำตาไหลจนปวดตา ตลอดทางพวกหญิงรับใช้จึงเห็นแต่ดวงตาแดงกล่ำของนายน้อยเท่านั้น


เมื่อกลับมายังวังแก้วกานต์ที่กรุงเทพฯ นภสินธุ์ถูกสั่งให้เตรียมตัวแต่เช้า พ่อจะพาเขาไปขอบคุณผู้ช่วยชีวิตด้วยตัวเอง ซึ่งเด็กชายก็ทำตามอย่างไม่ค่อยสนใจนัก

"คุณธรณินทร์ที่ช่วยลูกไว้ เผอิญวันนั้นเขามีธุระกับผู้จัดการไร่แล้วากลับขับรถผ่านทางนั้นเห็นม้าของลูกวิ่งเตลิดขวางหน้ารถ แล้วก็นั่นแหละที่ได้ช่วยลูกไว้ แล้วก็ได้รู้นี่แหละว่าเขาเป็นลูกชายคนเล็กของนายพลศรัณย์ วิจิตรคุณ-บริพัตรเพื่อนพ่อเอง " ทีแรกเขาไม่สนใจสิ่งที่พ่อสาธยายนักจนไปสะดุดเอานามสกุลเข้า

"นามสกุล วิจิตรคุณบริพัตร เหรอครับ !?"

"ใช่สิ เป็นอะไรท่าทางตื่นขึ้นมาเชียว"

"อ้อ ปะ..เปล่าครับ ไม่มีอะไร" แล้วทำนั่งนิ่งทั้งที่ในใจแอบลิงโลด 'วิจิตรคุณ-บริพัตร' เขาจำได้แม่นทีเดียว ชื่อพระยาวิจิตรคุณบริพัตร พ่อของคุณใหญ่ ! ถึงว่าชื่อคุ้นๆ หูอยู่ตอนที่ได้ยินทีแรก เพราะเป็นเพื่อนท่านพ่อนี่เอง เพียงแต่เขาไม่ค่อยสนใจนักเท่านั้น แล้วก็…ต้องใช่แน่ คุณอะไรที่ช่วยเขานั่นน่ะ ต้องเป็นลูกหลานพวกคุณใหญ่แน่เลย อา ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ แต่เอ….ว่าแต่สืบเชื้อทางสายไหน จะเป็นคุณใหญ่ คุณกลาง หรือเล็กกันน้า แต่แล้วนิ่งไป พร้อมกับหน้าที่หงอยลง ถ้าเกิดสืบเชื้อมาจากคุณใหญ่ล่ะ ก็แปลว่า…..ใช่ แปลว่าพอเขาโดนเด้งกลับมา คุณใหญ่ก็เร่หาเมียทันทีล่ะสิ หน้าอกเจ็บแปลบขึ้นมา นึกสะท้อนวูบ เมื่อคิดถึงคำพูดและการกระทำที่ชายหนุ่มเคยพร่ำพรอดกับเขา แต่เมื่อเขาหายไปก็กลับลืมแล้วรีบหาคนใหม่ทันที โดยไม่รู้ตัว มือเล็กยกกำสร้อยพระที่ชายหนุ่มมอบให้จนแน่น เจ็บไปทั่วทั้งอก บ้าชะมัด ! ทำไมเขาต้องมาคิดอะไรแบบนี้ด้วยนะ ช่างโง่สิ้นดีคนที่มีพร้อมทั้งรูปทรัพย์และสินทรัพย์อย่างนั้นมีเหรอจะมาคิดจริงจังกับเด็กอย่างเขา แถมยังเป็นเด็กผู้ชายอีก

ตลอดทางเด็กชายนั่งหน้านิ่วขมวดสลับกับหมองเหม่อ จนรถราคาเหยียบสิบล้านเลี้ยวเข้าประตูอัลลอยด์บานใหญ่ไปจอดสนิทอยู่หน้าบันไดหินขัดมัน เมื่อได้เชิญเข้าตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ภาพที่ประดับอยู่ในห้องรับรองเป็นสิ่งแรกที่สะดุดตาคุณชายนภสินธุ์ ภาพชายวัยร่วมห้าสิบท่าทางภูมิฐาน แต่งกายเต็มยศในชุดราชปะแตนมือข้างหนึ่งถือไม้เท้าหัวบุษราคัมส่วนอีกข้างถือหมวก เหมือนโดนสะกด ขาเล็กของเด็กชายพาตัวเดินเข้าใกล้เพื่อมองตัวอักษรที่พิมพ์บนแท่นทองใต้ภาพ

"เจ้าพระยาเจริญราชไมตรี เอกอัครราชทูตคนแรกประจำเมืองชวา"

เด็กชายเงยมองภาพใบหน้านิ่ง ไม่ใช่…นี่ไม่ใช่คุณใหญ่ คุณใหญ่ไม่ได้มีหัวทางการทูต แต่จะว่าเป็นคุณกลางก็ดูเหมือนมีลักษณะบางอย่างที่เพียงแต่คล้ายคลึงแต่ในความรู้สึกปฏิเสธว่าคงไม่ใช่ชายหนุ่มอีกคน หรือว่า……

"นภ" เสียงเรียกพาเขาสะดุ้ง หันมองบิดา เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าในห้องรับรองมีอีกคนที่เข้ามายืนอยู่ข้างพ่อ "อา…ขอโทษครับ"

เดินไปกลางห้องพร้อมไหว้บุรุษวัยกลางคนที่ดูแล้วอาจอายุมากกว่าพ่อเขาสัก 4-5 ปี นายพลศรัณย์รับไหว้พร้อมมองอย่างพินิจ

"ตามสบายนะ คุณชาย ….เชิญนั่งครับหม่อม" เขาเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง แล้วหันไปหาหญิงรับใช้ "ให้ใครไปตามเจ้าต้นมาที"


หม่อมเจ้าชายรังสิมันตุ์ แก้วกานต์ รับไหว้ลูกชายสหายแล้วกล่าวขอบอกขอบใจยกใหญ่

"แหม คราวก่อนก็รีบกลับจนไม่ทันได้พูดคุยอะไรมาก อย่างไรก็ขอบใจมากนะพ่อต้น"

"ไม่เป็นไรหรอกครับ" การทอดเสียงจังหวะทุ้มนุ่มนี้เองที่พาให้คุณชายนภสินธุ์มองนิ่ง ในช่วงแวบแรกที่เห็นนภสินธุ์บอกตัวเองได้เลยว่าผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผิวขาวท่าทางสำอางคนนี้ไม่เหมือนคุณใหญ่สักนิด จนเมื่อได้ยินเสียง เหมือนเหลือเกิน ทั้งการทอดเสียง จังหวะจะโคนในการพูด และความนุ่มนวลในน้ำเสียง

"เอ้านภ ขอบคุณพี่เค้ารึยังล่ะลูก" เด็กชายยกมือไหว้พึมพำขอบคุณเบาๆ แล้วเหลียวมองโน่นนี่แสร้งทำเหมือนเบื่อ ซึ่งได้ผล

"อ้าว ดูท่าพ่อหนุ่มจะเบื่อซะแล้ว ต้นพาน้องไปหาอะไรเล่นที" นายพลวัยย่างห้าสิบหัวเราะขำเด็กชายอย่างเอ็นดูพร้อมสั่งลูกชาย

"ฝากน้องด้วยนะพ่อต้น"

"ครับ คุณอา" ธรณินทร์รับคำแล้วลุกพานภสินธุ์ออกไปจากห้อง ระหว่างทางเดินไปท่าน้ำชายหนุ่มถามถึงอาการตกม้าและอะไรอีกหลายอย่าง นภสินธุ์ก็ตอบไปตามเรื่อง แล้วก็เงียบกันไปจนมาถึงท่าน้ำ

"ยังดีนะที่บ้านนี้อยู่ริมเจ้าพระยาตอนบน แม้ห่างไกลใจกลางเมืองแต่ก็ไม่อึกทึก เงียบสงบดี" ชายหนุ่มเริ่มต้นพูด

"อื้อ ก็ดีฮะ" เสียงที่เขาแสนคิดถึง ให้ตายสิ ได้ยินเสียงแบบนี้ทีไรต้องคิดว่าเป็นคุณใหญ่ทุกที

"ขอถามอะไรหน่อย ภาพใหญ่ในห้องรับแขกนั่นน่ะเป็นบรรพบุรุษคุณเหรอฮะ"

"ภาพใหญ่….อ้อ ภาพคุณปู่ทวด ใช่ ท่านเป็นบรรพบุรุษของพี่เอง ท่านเป็นทูตคนแรกประจำชวาเชียวนะ"

"เหรอฮะ แล้ว บรรพบุรุษคุณคนนี้น่ะมีพี่น้องบ้างไหมฮะ" คิ้วดำเรียวยาวเลิกขึ้นเล็กน้อย เขายกมือเสยเส้นผมที่ปรกระหน้าผาก

"สนใจเรื่องแบบนี้ด้วย ?"

เด็กชายทำหน้ายุ่งเล็กน้อย "แล้วมันละเมิดเกินไปรึเปล่า ?" ชายหนุ่มยักไหล่ ใบหน้าขาวสวยราวสตรียิ้มนิดๆ

"ก็เปล่า เพียงแต่ไม่คิดว่าเด็กเค้าจะสนใจเรื่องคร่ำครึของบรรพบุรุษเท่านั้น" นภสินธุ์เบือนหน้าหนี เชอะ ! หมอนี่มีเหมือนคุณใหญ่ก็แค่น้ำเสียงล่ะวะ นอกนั้นตรงข้ามราวมือกับตีน คุณใหญ่น่ะออกจะสุภาพและอ่อนโยนกว่านี้ตั้งเยอะ "ถ้างั้นเปลี่ยนคำถามใหม่ บรรพบุรุษคุณคนนี้น่ะชื่อเล่นว่าเล็กใช่มั้ย"

ใบหน้าสวยแข็งขึ้นมาทันที เขาไม่พอใจมากที่มีคนมาเรียกชื่อคุณปู่ทวดเขาเฉยแบบนี้ "นี่นะ ถ้าอยากรู้ประวัตินักก็ไปที่ห้องสมุดบนบ้าน ในนั้นมีหนังสือลำดับญาติตระกูลนี้ไว้หมด" เด็กชายมองเหล่เขาไม่ค่อยนึกถึงความถูกต้องนัก จึงไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่ที่

"ก็ดี ผมก็ขี้เกียจนั่งคุยนานๆ เหมือนกัน" แล้วลุกขึ้นก้าวเดินไปสี่ห้าก้าวก็หยุดแล้วหันมอง "คุณนำทางสิ นี่บ้านคุณ"

"อ้าว นึกว่ารู้ เห็นเดินเฉิบๆ นำหน้าอย่างนั้น"

เด็กชายเริ่มฉุนขึ้นมาตงิดๆ นี่ถ้าไอ้นี่ไม่ใช่ผู้มีพระคุณที่ช่วยพาเขาส่งบ้าน ป่านนี้คงแผลงฤทธิ์ไปแล้ว ฝ่ายต้นเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของร่างเล็กแล้วนึกขำในใจ 'เจ้าเด็กนี่จี้ชะมัด แหย่นิดแหย่หน่อยก็แก้มป่องซะแล้ว' แล้วเดินพาไปยังห้องสมุด ตลอดทางชายหนุ่มคอยแอบมองใบหน้าละมุนของร่างเล็กช้างตัว เขาอดนึกชมในใจไม่ได้ว่า ดวงหน้าเจ้าหนูนี่สวยไม่หยอก ทั้งแพขนตายที่ยาวงอน ปากนิด จมูกหน่อย รวมทั้งพวงแก้มที่อมเลือดฝาดเรื่อนั่น เห็นแล้วน่าจับดึงเล่นชะมัด

ประตูไม้สักสลักลายวิจิตรสมฐานะของตัวคฤหาสน์ถูกเปิดออก ธรณินทร์แสร้งทำท่าโค้งให้นภสินธุ์ เขาค้อนตัวเล็กน้อยพร้อมผายมือ

"เชิญค้นตามสบายเลยครับ คุณชาย" นภสินธุ์เหล่มองอย่างหมั่นไส้เต็มที่แล้วสะบัดหน้าสาวเท้าเข้าไปในห้องสมุดขนาดกลาง เด็กชายแหงนมองชั้นหนังสือที่สูงติดเพดานเรียงยึดผนังด้านหนึ่งไว้ทั้งด้านแล้วมีชั้นเล็กขนาดหน้าอกเขา เรียงตัดขวางอีกฟากละ 5-6 แถว ก็ให้เกิดอาการเบลอไปชั่วขณะสร้างความขบขำให้ชายหนุ่มไม่น้อย เขาเดินเข้ามาด้านหลังจับไหล่บางให้หลันไปด้านข้างก่อนก้มชิดใบหู ชี้มือไปข้างหน้า

"เห็นตู้กระจกนั่นไหม ? มันอยู่ในตู้นั่นแหละ เข้าไปสู่สิ" เสียงทุ้มทอดจังหวะนุ่มนวลพาให้นภสินธุ์หวนคิดถึงคนอีกคนที่มีเสียงเฉก เดียวกัน เขาหันมองชายหนุ่มที่ก้มหน้าเสมอระดับใบหน้าตน แล้วก็เกือบสะดุ้งเมื่อเห็นแววตาที่มองสบมา แววตาแบบนี้….บ้าสิ ! เป็นไปไม่ได้ ! แต่ ใครคนนั้นก็มักมองเขาด้วยแววตาแบบนี้เช่นกัน ดวงตาที่มักทอดมองเขาอย่างอ่อนหวานและมีแววเมตตาอยู่เป็นนิจ คุณใหญ่ ! ธรณินทร์เลิกคิ้วเมื่อเห็นเด็กชายหยุดมองหน้าตนนิ่ง

"หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง" นภสินธุ์กะพริบตาปริบ "หา ? ว่าไงนะ ?"

"ถามว่าหน้าฉันมีอะไรงั้นเรอะ มองอยู่นั่นแหละ" เหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เด็กชายถอยจากชายหนุ่มแล้วเดินสวบๆ ไปทางตู้กระจกที่ชายร่างสูงชี้บอก 'บ้าใหญ่แล้วนภเอ๊ย ดูยังไงไอ้ผู้ชายมาดสำอางคนนี้ก็ไม่มีทางเป็นคุณใหญ่ได้ ก่ะอีแค่เสียงกับดวงตาที่เหมือนกัน อาจเป็นทางพันธุกรรมก็ได้ ไหนๆ ก็เป็นลูกหลานกัน มันก็ต้องมีบางส่วนที่สืบทอดมามั่งแหละ' แต่กระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมอง


คุณชายนภสินธุ์วางหนังสือเล่มหนาบนเตียงนุ่ม แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำที่สร้างอยู่ภายในห้องนอน ตอนอยู่ในห้องสมุดนั่นเขาไม่ได้ทันอ่านเพราะคนรับใช้มาตามกลับไปเสียก่อนจึงหยิบยืมเจ้าของบ้านกลับมาอ่าน เด็กชายสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเดินมานั่งบนเตียง ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กขยี้เช็ดเส้นผมพร้อมเปิดหน้าหนังสือไปด้วย เริ่มต้นเป็นการเขียนสรรเสริญพระบารมีและภารกิจของพระจุลจอมเกล้าฯ ซึ่งเขาเปิดผ่านๆ จนไปถึงหน้าที่มีภาพคู่ของพระยาวิจิตรคุณบริพัตรกับคุณหญิงรอด นภสินธุ์ มองนิ่งด้วยความรู้สึกคิดถึงที่เริ่มแล่นริ้วขึ้นมา

อีกสองสามหน้าต่อมาเป็นประวัติความเป็นมาของพระยาวิจิตรคุณบริพัตร เด็กชายจึงพลิกข้ามไปแล้วไปหยุดที่ภาพพระพิไชยภักดีศรี- มไหยสวรรค์ ในภาพนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ อุ้มแมวตัวหนึ่งบนตัก มันเป็นภาพที่ถ่ายก่อนได้เจอกับเขาสมัยที่ยังเป็นแค่คุณหลวง ฉากหลังจำได้ดีว่าเป็นทางเดินบนเรือนที่กาญจนบุรี โดยไม่รู้ตัวหยาดน้ำตาเริ่มรื้อตามขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ เรือนที่กาญจนบุรี เขาคงไม่มีโอกาสกลับไปอีกแล้วกระมัง เขาคิดถึงทุกสิ่งที่เรือนนั่น ไม่ว่าจะเป็นดงต้นแส ห้องนอนเขา ห้องอ่านหนังสือ ลานว่างกลางบ้านหรือแม้แต่ต้นพญารังที่ปลูกไว้กลางเรือน รวมถึงผู้คน ทั้งป้าช้อย และท้าย เขายกมือปาดน้ำตาแล้วตั้งใจอ่านประวัติของชายหนุ่มอย่างละเอียด จนมาถึงย่อหน้าที่เขียนเรื่องการถูกเรียกตัวไปสงครามปราบห้อครั้งที่ 1 นภสินธุ์อ่านทุกประโยคอย่างช้าๆ แล้วน้ำตาก็รื้อขึ้นมาใหม่ก่อนหยดต้องหลังมือเมื่อมาถึงตอนที่เขียนเล่าว่า พระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์เสียชีวิตในสงครามด้ยลูกปืนไฟจากพวกจีนห้อ รวมอายุที่สิ้น 25 ปี เด็กชายหยุดอ่านปิดหนังสือทันที เขาสะอื้นฮัก

"หึ…คนบ้า…คนหลงตัวเอง….บ้าที่สุด….ไหนว่าจะกลับมาไง…" แล้วหยิบแหวนนพเก้าขึ้นจูบเบาๆ แล้วกำแน่นก่อนคู้เข่าขึ้นก้มหน้าร้องไห้ออกมาเต็มเสียงอย่างสุดระงับ พลางแว่วเสียงกังวานทุ้มแผ่วราวมากระซิบอยู่ข้างกาย


เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน

นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน

ดอกเอ๋ย ดอกขจร

นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย ฯ


ธรณินทร์มองใบหน้าเด็กชายอย่างตกใจ ดวงหน้าละมุนนั่นหมองลงและยังซีด ขอบตาช้ำคล้ายคนผ่านการอดนอนไม่ก็ร้องไห้มาอย่างหนัก ก่อนจะทันได้พูดอะไรเด็กชายก็ยื่นหนังสือเล่มหนาส่งคืนให้ พร้อมลากลับทันทีแต่ชายหนุ่มรั้งไว้

"เดี๋ยวอย่าเพิ่งกลับ เป็นอะไรน่ะ ? เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า ? หน้าตาซีดเซียวจัง" นภสินธุ์ก้มหน้าส่ายหัวน้อยๆ แล้วทำท่าจะเดินไปแต่ธรณินทร์ก็รั้งไว้อีก เด็กชายขืนตัวแต่ชายหนุ่มออกแรงข้อมือกำต้นแขนเล็กไว้แน่น เขาวางหนังสือบนโต๊ะวางแจกันข้างตัวก่อนเอื้อมไปจับไหล่เล็กบางให้หันมาเผชิญหน้า

"ปล่อยผมนะคุณธรณินทร์" พูดเสียงเรียบ "บ้าสิ ท่าทางอย่างนี้จะปล่อยให้กลับคนเดียวได้ไง ขืนลูกเค้าเป็นอะไรไปหม่อมพ่อนายไม่เล่นฉันแย่เรอะ"

"เรื่องของผม" สะบัดเสียงใส่พร้อมพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้นชายหนุ่มก็ยิ่งรั้งร่างเล็กแน่นเข้า

"เรื่องของนายมันก็เรื่องของ….. ! " เขาชะงักคำพูดต่อไป ออกจะงงตัวเองอยู่ที่พูดอย่างนั้นออกไปได้ยังไง ? ก็เขาเพิ่งเห็นเด็กตัวเล็กนี่แค่สองครั้งเท่านั้น แล้วทำไมถึงได้เกิดความรู้สึก……คิดแล้วก็อดจะขนลุกซู่ไม่ได้ แล้วก้มมองร่างเล็กที่เขารั้งไว้

"เอ่อ….ยังไงมาถึงทั้งทีนั่งพักก่อนก็ได้ แล้วจะให้คนรถขับไปส่ง"

"ไม่ต้อง" กระชากเสียงห้วนขึ้นแล้วสะบัดตัวออก คราวนี้หนุ่มร่างสูงยอมปล่อยแต่โดยดีแล้วเท้าสะเอวมอง

"นี่ อย่าสะดีดสะดิ้งให้มากนักนะ ยิ่งหน้าสวยๆ อย่างนี้แล้วมาทำท่าทางอย่างนี้น่ะคนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นพวกแต๋วไม่รู้ด้วยนา"

คุณชายนภสินธุ์ฉุนกึก "บ้าเรอะ นายน่ะถึงไม่พูดก็ไม่มีใครเค้าว่าเป็นใบ้หรอกนะ ดังนั้นหุบปากไปเลยไป !" ธรณินทร์มองอย่างไม่สะทกสะท้านแล้วยักไหล่

"เหอะ อ้อเรอะ" เด็กชายยืนหน้าบูดหน้าบึ้งเหล่มองแล้วเปลี่ยนใจก้าวเฉิบๆ เข้าตัวคฤหาสน์ ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองแล้วอมยิ้มขำก่อนเดินตามไป

"ไปเดินดูเรือนไทยมั้ย ?" เขาเสนอ

"มีด้วยเหรอ"

"อื้อ เป็นเรือนเก่าของคุณปู่ทวดเล็กน่ะ" ประกายตาดำขลับไหววูบเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนเก่า เขาพูดเสียงแผ่ว

"จะพาไปไนก็ไป" หลังจากเดินผ่านตัดสวนใหญ่ข้างคฤหาสน์สมัยใหม่หลังงาม สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเรือนไม้แฝดหลังใหญ่ไม่แพ้กัน ตัวเรือนละม้ายคล้ายเรือนใหญ่ที่เคยอยู่ที่ย่านบางลำภู

"สวยจัง"

"อ่านประวัติในหนังสือหมดรึยัง ?" คำถามพาให้เด็กชายนิ่งไป ก่อนส่ายหัว

"งั้นจะเป็นไกด์ให้ ขึ้นไปข้างบนสิ" หนุ่มมาดสำอางชักชวน เมื่อขึ้นเหยียบบนเรือนแล้วนภสินธุ์มองรอบตัวบ้าน แล้วคิดในใจ 'เล่นถอดแบบจากเรือนใหญ่มาเลยแฮะ เจ้าเล็กนี่'

"คุณพ่อรักเรือนนี้มากเลยรักษาเสียอย่างดี ทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมหมด แม้แต่ดอกไม้ตามแจกัน ยังสั่งให้เปลี่ยนเป็นประจำเลย" นภสินธุ์มองตามแล้วก็เห็นด้วย ดอกไม้ตามแจกันเป็นของจริงไม่ใช่ดอกไม้ผ้าอย่างที่เข้าใจเมื่อเห็นทีแรก แถมยังสดทุกช่อ

เมื่อพาเดินเวียนจนครบทุกห้องสหายต่างวัยก็พากันมานั่งเล่นตรงชานเรือนที่เปิดโล่งให้สายลมเย็นเรื่อยพัดคลายความเหนื่อย

"เล็ก เอ๊ย คุณปู่ทวดเล็กนี่เป็นต้นตระกูลโดยตรงของคุณเลยเหรอฮะ ? ไม่มีคนอื่นอีกแล้วเหรอ ?" ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ ก็ในเมื่อคุณหญิงรอดมีบุตรตั้งสามคนแล้วทำไมเล็กที่เป็นคนสุดท้องถึงเป็นผู้สืบทอดคนเดียวซะล่ะ สำหรับคุณใหญ่เขาพอรู้สาเหตุแต่จากคุณใหญ่ก็ยังมีคุณกลางอีกคนนี่นา

ชายหนุ่มไหวไหล่ "ก็งั้นแหละ ที่จริงคุณปู่ทวดมีพี่ตั้งสี่คนแน่ะ เป็นพี่ผู้ชายสอง พี่ผู้หญิงอีกสอง แต่พี่ผู้ชายเสียหมดเลยเหลือแต่คุณปู่ทวดคนเดียว"

นภสินธุ์ตาโตร้องอย่างตกใจ "ว่าไงนะ ตายงั้นเหรอ !? ทำไมล่ะคุณกลางเป็นอะไร !?" ใบหน้าขาวสวยมองฉงน

"ใคร คุณกลาง ? พูดอะไรน่ะ ?" คราวนี้นภสินธุ์เป็นฝ่ายมองหน้าเหลอแทน

"เห ? คุณกลาง ก็พี่ชายคุณปู่ทวดของคุณไง"

"รู้ได้ยังไงว่าชื่อพี่ชายคุณปู่ทวดชื่อกลางน่ะ ขนาดในหนังสือประวัติยังไม่มีเขียนไว้เลยนะ"

"เอ้ะ ? ไม่มีเหรอ ทำไมล่ะ ทีของคุณ เอ๊ย พระพิไชยยังมีเขียนไว้ชื่อไว้เลยแล้วทำไมของคุณกลางถึงไม่มี ?" ธรณินทร์มองนิ่งก่อนระบายลมหายใจยาวเหยียด

"อย่างว่าแหละครอบครัวไหนๆ ไม่มีใครอยากเอาเรื่องเสียหายต่อวงศ์ตระกูลมาเปิดเผยให้คนอื่นรู้นักหรอก โดยเฉพาะยิ่งเป็นตระกูลใหญ่ด้วยแล้ว ยิ่งปิดสนิทจนบางทีลูกหลานยังไม่รู้ด้วยซ้ำ" เด็กชายนิ่งคิดอยู่ครู่ก็เหมือนจะเข้าใจ

"งั้นก็แปลว่าคุณกลางไปทำอะไรไม่ดีเข้าใจล่ะสิฮะ"

"อื้อ" ใบหน้าหวานม่อยลงเล็กน้อย "แต่คุณกลางออกจะเป็นคนดีนี่นา ไม่เห็นจะทำตัวเสียหายสักหน่อย จะมีก็แต่เรื่องเจ้าชู้"

คำพูดของเด็กชายสะกิดชายหนุ่มให้ต้องเขม้นมอง "พูดเหมือนรู้จัก"

นภสินธุ์ไม่ทันฟัง "หือ ? คุณพูดอะไรนะ"

ไหวไหล่ตามความเคยชิน "เปล่า ว่าแต่สนใจนักเหรอ ?"

"ก็ ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป"

"ไม่หรอก ฉันไม่ได้ถือ จะว่าไปมันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาเก็บเงียบไว้หรอกนะ เรื่องราวในอดีตบางอย่างก็น่าบอกต่อให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ แล้วเรื่องของ จมื่นอภิรูปรัชเยนต์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ออกจะน่าสงสารไปด้วยซ้ำ"

"จมื่นอภิรูปรัชเยนต์หรือคุณกลางน่ะ เป็นพี่ชายคนรองของคุณปู่ทวด ก็ที่บอกไปเมื่อครู่ คุณปู่ทวดมีพี่ชายสองคน พี่สาวสองคน สำหรับพี่ชายน่ะคนแรกคือพระพิไชย อะไรนี่แหละ จำไม่ค่อยได้ เป็นผู้ช่วยราชการจังหวัดกาญจนบุรี เห็นว่าขณะกำลังรุ่งเรืองก็เป็นที่ขวางหูขวางตาพวกขี้อิจฉา เลยถูกแกล้งจับส่งไปสงครามปราบจีนห้อจนถูกฆ่าตาย"

แต่เด็กชายคิดแย้ง 'ใครว่าถูกจับส่งล่ะ เต็มใจไปต่างหาก' แม้จะเศร้าอยู่ลึกๆ แต่ก็อดค่อนไม่ได้ "พี่สาวอีกสองท่าน คนหนึ่งเป็นเจ้าจอม ชื่อเจ้าจอมเพี้ยนเสียดายที่ไม่มีโอรส ส่วนอีกท่านแต่งงานกับคุณหลวงท่านหนึ่งซึ่งตอนหลังได้เลื่อนยศเป็นพระยาวิชาญศึก"

"เดี๋ยวนะฮะ ที่ว่าเจ้าจอมเนี่ยเป็นเจ้าจอมของพวกในกรมหรือของตัวในหลวง"

"ก็ต้องในหลวงสิ รู้สึกคุณพ่อของคุณปู่ทวดจะถวายให้เป็นบาทบริจาริกาท่าน" นภสินธุ์ตาโตแล้วนึกถึงภาพหญิงสาวที่หน้าสวยแบบแปลก ๆ และท่าทางแสนกระโดกกระเดกก็อดอึ้งแกมทึ่งไม่ได้

"เป็นอะไร ทำหน้าประหลาดเชียว" คุณชายนภสินธุ์รู้สึกตัวเลยส่ายหัวพรืดก่อนฉีกยิ้มโชว์เขี้ยวและลักยิ้มใส่ ชายหนุ่มมองแล้วเกิดอาการพึงใจอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว

"อยากฟังต่อมั้ย ?"

"โธ่ อยากสิฮะ ก็คุณยังไม่ได้เล่าเรื่องของคุณกลางเลยนา" ธรณินทร์เงียบไปเหมือนกำลังเรียบเรียงเหตุการณ์

"ส่วนจมื่นอภิรูปรัชเยนต์นั้น ท่านถูกประหารชีวิต" นภสินธุ์ตกใจมองตาค้าง

"ท่านลอบเป็นชู้กับเจ้าจอมลำดวน แล้วถูกจับได้ ในทีแรกท่านไม่ทรงเอาความหรอกนะ คงจะเห็นใจที่ทั้งสองสารภาพว่ารักกันมานานแล้วและรักจริงใจ อีกอย่างพระพิไชย ที่เป็นพี่ชายและพระยาวิจิตรคุณบริพัตรผู้เป็นบิดาก็สร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อย แต่ตัวพระยาวิจิตรคุณบริพัตรเองกลับไม่ยอม ค้านว่าถ้าไม่ทำตามกฎมณเฑียรบาลจะทำให้ระบบการปกครองตำหนักในเสียได้"

เด็กชายนิ่งไปพลางนึกถึงใบหน้าดุดันของพระยาวิจิตรคุณบริพัตร ทำไมกันนะทั้งที่ช่วยลูกชายตัวเองได้แท้ๆ กลับไม่ยอม แต่ปล่อยให้ถูกประหารแทน

"แล้วตอนนั้นคุณใหญ่ทราบรึเปล่าฮะ ?" เด็กชายเผลอพูดชื่อชายหนุ่มเฉยๆ ตามความเคยชิน พาให้หนุ่มร่างสูงยิ่งสงสัยหนักขึ้นแต่ก็เก็บไว้ไม่ได้พูดอะไร

"ไม่ เหตุการณ์นี้เกิดหลังท่านสิ้นแล้ว"

"ตกลงก็เท่ากับเสียลูกชายสองคนไปพร้อมกัน" นภสินธุ์ครางแผ่ว

"ใช่ และหลังจากนั้นไม่ถึงปีคุณแม่ของคุณปู่ทวดก็สิ้นตามด้วยความตรอมใจ"

ถึงตอนนี้หยาดน้ำตาก็ร่วงแหมะใส่พื้น เด็กชายสะอื้นฮักปาดน้ำตาลวกๆ ภาพที่ร่างเล็กนั่งร้องไห้น้ำตาอาบแก้มนั้นกระทบใจร่างสูงอย่างจัง โดยไม่รู้ตัวเขาเอื้อมมือขาวเรียวไปปาดหยาดน้ำบนแก้มนวลให้แผ่วเบาก่อนโอบไหล่เล็กเข้ากอด

"อย่าโศกไปเลยเจ้า ถือเป็นลิขิตที่ไม่อาจเลี่ยง"

การกระทำและคำพูดพาให้เด็กชายนิ่งขึง เขาเงยขึ้นดูชายหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อ "หา ? คุณว่าไงนะ ?"

แต่ธรณินทร์กลับเป็นฝ่ายมองฉงนแทน "อะไร ? ฉันว่าอะไรงั้นเหรอ ?"

"เอ๊ะ ?" คิ้วเรียวขมวดมุ่น "ก็เมื่อกี้คุณพูดเองว่าอย่าโศกไปเลย ถือเป็นลิขิตที่ไม่อาจเลี่ยง"

อุ้งมือขาวทาบบนหน้าผากเด็กชาย "ตัวก็ไม่ร้อน หูเฝื่อนรึเปล่า" แล้วหัวเราะขำ "นี่ คุณนภ ฉันน่ะไม่พูดอะไรเป็นยี่เกอย่างนั้นหรอกนะ แล้วก็ไม่คิดจะพูดด้วย"

แต่ดวงหน้าละมุนกลับมุ่ยสนิท "คุณแหละเพี้ยน พูดเองกับปากแท้ๆ ดันทำเป็นลืม สมองฝ่อรึไง"

ชายหนุ่มทำท่าจะต่อกลับแต่ก็หุบปากแล้วถอนใจออกมาเล็กน้อย แล้วก็ก้มดูนาฬิกาเมื่อมีเสียงสัญญาณดังขึ้น

"หวา 11 โมงแล้ว นี่ วันนี้กลับไปก่อนละกันจะให้คนไปส่ง ฉันมีเรียนตอนบ่ายครึ่งต้องรีบไปเดี๋ยวไม่ทัน"

"ตอนนี้พวกมหาวิทยาลับไม่ได้ปิดเหรอฮะ"

"ซัมเมอร์จ้ะน้องเอ๋ย ต้องขยันหน่อย ก่ะจะจบภายใน 3 ปี ไม่รู้จะไหวรึเปล่า"

"พี่ชายผม 3 ปีครึ่งจบนิติ ตอนนี้เลยได้โลดอยู่เยลโน่น"

"คุณชายจาตุรนต์รัศมีน่ะเหรอ เก่งทีเดียวนะ"

"โห่ย" สะบัดมือปฏิเสธไหวๆ "ใครว่า ขี้เกียจก็เท่านั้น คงฟลุคมากกว่าล่ะซี่"

ชายหนุ่มจับกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาหลบขึ้นให้เด็กชายเดินผ่านได้สะดวก "แล้วเราล่ะ"

"จะให้คุยมั้ยล่ะ" หลิ่วตามอง ธรณินทร์มองชายตามองบ้าง

"ขี้คุย"

"ว่าไงนะ !?" แหวใส่ทันที

"เปล๊า"

"อะไรก็เมื่อกี้เพิ่งว่าผมหยกๆ !" นภสินธุ์ไม่ยอมลดละขณะธรณินทร์เห็นการสนทนาเริ่มไร้สาระขึ้นทุกทีเลยตัดบทเป็นฝ่ายผิดเอง


สิ้นกาล ที่ ๘

เพลงกาล ... กาลที่ : 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9