|
เพลงกาล
กาลที่
๙
"เฮ้ยไอ้ต้น เป็นไงวะ
นั่งทึมกะทื่อเชียวเอ็ง" เพื่อนรักถลาเข้ามาพร้อมตบหลังกว้างดังผลั่ก
เล่นเอาคนนั่งทึมกะทื่อต้องยกขาถีบให้สมรัก
"ไอ้เก้ง หลังกูไม่ใช่แผ่นกะเบื้องนะเว้ยเอ็งจะได้ทุบเอาๆ
น่ะ" หนุ่มชื่อเก้งวางหนังสือเล่มโตพร้อมถุงขนมขบเคี้ยวบนโต๊ะก่อนนั่ง
"ปรากฏการณ์แปลกประหลาดว่ะที่เอ็งมานั่งคนเดียวเนี่ย"
พูดพลางฉีกปากถุงขนมออก ต้นหรือธรณินทร์ วิจิตรคุณบริพัตรนั่งขมวดคิ้วกอดอกมองไปที่ถุงขนมกองโตตรงหน้า
"หมู่นี้ข้าเป็นไงไม่รู้ว่ะเก้ง
เบลอๆ ยังไงไม่รู้ บางทีก็ฝันแปลกๆ บางทีก็เหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง
มันหลงๆ ลืมๆ ชอบกล"
เก้งขำก๊ากทั้งที่ยังมีขนมเต็มปากแล้วก็รีบหุบปากเมื่อเห็นสายตาที่เหล่มองมา
แต่กระนั้นน้ำเสียงก็ยังมีแววขบขำเต็มเปี่ยม "ไอ้
.ไอ้ต้น นี่เอ็งเป็นโรคอัลไซเมอร์ก่ะเค้าด้วยเหรอวะ
เดิ้นเหมือนกันนี่หว่าแก แหม อยากให้พวกท่านอาจารย์ทั้งหลายเป็นโรคนี้มั่งจัง
จะได้ลืมๆ เวลาสอบไปซะมั่ง"
พอพูดจบก็โดนเขกกะโหลกหนึ่งที
"ไอ้เวร คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่ยังมีหน้ามาพูดไปหัวเราะไปอีกนะแก"
แล้วหยิบขนมกินบ้าง
"เออๆ โทษว่ะ" พลางเหลียวซ้ายขวา
"อ้าว แล้วแม่ดาวให้ไปไหนล่ะวะ วันนี้ไม่เห็นมาวนเวียนหาแกเลย"
"ยัยดาวประดับฝาโลงน่ะเรอะ
โห่ย ไม่เจอน่ะดีแล้ว กูอุตส่าห์ไปบนมาเชียวนะเว้ยว่าถ้าไม่ใช่คู่กันจริงก็อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยชาตินี้
เฮ้ย ได้ผลว่ะ เนี่ยกูก่ะรอสักสองสามวัน ถ้าไม่เจอแม่นั่นจริงกูจะเอาของไปแก้บน"
เก้งขำอีกก๊ากใหญ่
"นี่ถ้ายัยดารินรู้ว่าแกตั้งชื่อให้เจ้าหล่อนว่า
"ดาวประดับฝาโลง" ล่ะก็นะ กึ๋ย~ ไม่อยากนึกว่ะ"
"เออๆ" แล้วคว้าขนมมาฉีกปากอีกถุง
"นี่นะทีแรกข้ากลุ้มเรื่องหลงๆ ลืมๆ นะ แต่เมื่อสองสามวันมานี่มีมาอีกเรื่องให้กลุ้มอีกแล้วว่ะแก"
"อะไรของเอ็งอีกวะไอ้ตู้ปัญหาเคลื่อนที่"
แต่คราวนี้ธรณินทร์ไม่เห็นตลกด้วยนอกจากขมวดคิ้วดำยาวมุ่น "ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองตกหลุมรักว่ะ"
เพื่อนสนิทหูผึ่ง ทำมือป้องหูเหมือนได้ยินไม่ชัด
"ไหนๆ พูดอีกทีสิวะไอ้เกลอ" ชายหนุ่มผลักหัวเพื่อนออกห่าง "อย่าเข้าใกล้เว้ย"
"เมื่อกี้เอ็งพูดว่าตกหลุมรัก"
แล้วหันมานั่งแบบเผชิญหน้า "เฮ้ย ใครวะกูรู้จักเปล่า ?"
ใบหน้าขาวเหมือนผู้หญิงบูดนิดหน่อย
"เฮ้อ~ จะพูดไงดีวะ ข้ารู้แปลกๆ เวลาเห็นหน้าเจ้าหนูนั่นว่ะเก้ง
มันรู้สึกยังไงไม่รู้สิ เหมือนได้เจอคนที่เรารักมากแล้วแยกกันไปนานมากจนมาได้เจออีกหน
ทำนองนั้นล่ะ แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนคนที่รักน่ะไม่ใช่ข้าแต่เป็นตัวข้าอีกคน"
หนุ่มหน้ามนขมวดคิ้วบ้าง
"แกจะพูดจาภาษาคนไม่เป็นรึไงวะ
กูฟังไม่รู้เรื่องว่ะ"
"โธ่เว้ย ก็บอกแล้วไงเล่าว่าไม่รู้จะพูดยังไงน่ะกูเองยังสับสนตัวเองเลยว่ะ
เอาเป็นว่า เมื่อสองอาทิตย์ก่อนข้าไปเจอเด็กคนหนึ่งเข้า"
"เด็ก !?" เก้งอุทานตาโต
"นี่แกคิดเคลมเด็กเหรอวะ
!!?"
"ไอ้กร๊วก ข้าเหมือนเฒ่าหัวงูนักเรอะ"
"ถ้าดูให้ดีก็เหมือนว่ะ"
แล้วก็รีบยกมือรับหมัดลุ้นๆ ที่ทำท่าจะประเคนลงหน้าพร้อมรีบขอโทษขอโพย
ชายหนุ่มจึงทำท่ายกโทษให้
"เออ แล้วไงต่อวะ" ต้นหยิบแก้วน้ำมาดูดแก้กระหายก่อนวางแล้วเล่าต่อ
"แกรู้ใช่มั้ยที่ข้ามีบ้านทรงไทยที่เป็นมรดกตกทอดที่พ่อยกให้แถวทองผาภูมิอยู่หลัง
เออนั่นแหละ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนข้าไปพักที่นั่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
แล้วเรื่องมันเกิดตอนก่อนข้าอาบน้ำ คืองี้ คืนนั้นฝนตกมาก นึกภาพตามด้วยเว้ย
แบบพายุฝนฟ้าคะนองน่ะ แล้วทีนี้ก่อนจะอาบน้ำข้าก็ยืนดูความหล่อตัวเองในห้อง
ขณะข้ากำลังยืนเต๊ะอยู่จู่ๆ ก็เกิดมึนหัวขึ้นมาเฉยเลยว่ะ เห็นภาพตัวข้า
ในกระจกกลายเป็นอีกคนไปฉิบ แถมแต่งชุดราชปะแตนด้วยนะเอ็ง..
.."
หยุดเหล่มองเพื่อนสนิทที่ทำท่าเหมือนได้ฟังเรื่องผี
"เฮ้ยหยุดทำไมวะ กูกำลังมัน" เร่งยิกๆ ชายหนุ่มมองกินนัยแบบฝากไว้ก่อนแล้วเล่าต่อ
"แล้วจากนั้นข้าก็สึกว่าคนในกระจกจะพูดอะไรไม่รู้เห็นทำปากขมุบขมิบแล้วข้าก็วูบไปเลยว่ะ
มารู้สึกตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในรถแถมยังประคองเด็กคนที่พูดถึงเมื่อกี้ไว้ด้วยซะอีก"
พูดจบก็นิ่งมองปฏิกิริยาเพื่อน เห็นเพื่อนสนิทนั่งเงียบหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ถอนใจเฮือกใหญ่
"ข้าว่านะ
." เก้งเริ่มพูดพร้อมขยับตัวถอยห่าง
"แกต้องโดนผีสิงให้ไปทำมิดีมิร้ายเด็กนั่นแน่
..เฮ๊ย ! ข้าแค่สันนิษฐานนะเว้ย"
หลบหลีกตีนเพื่อนพัลวัน
"ทำมิดีมิร้ายอะไรของเอ็งวะ
เด็กนั่นน่ะเด็กผู้ชายนะเว้ย"
"แล้วไงต่อวะ
..อ้ะ อ้ะ
อย่าบอกข้านะว่าคนที่ทำให้นายกำลังตกหลุมรักน่ะคือเด็กนั่น"
ใบหน้าขาวสวยมุ่ยสนิท เขานิ่งไปก่อนพยักหน้าเพยิบพะยาบ
"ก็
ไม่ปฏิเสธว่ะ" คราวนี้เพื่อนสนิททำตาเหลือก
เกิดอาการอึกอักพูดอะไรไม่ออกไปครู่ก่อนแหกปากลั่น
"ว่าไงน๊า~ !!? ไอ้
ไอ้..ไอ้ต้น
นี่แกกำลังบอกข้าว่าแกหลงรักเด็กผู้ชา
.! "
ท้ายเสียงถูกปิดกั้นด้วยมือขาวสวยที่อุดปากเพื่อนหมับ
"ไอ้บ้า ! แหกปากหาเตี้ยมึงเรอะ ! นี่เรื่องคอขาดปาดตายของกูเลยนะเว้ยมึง"
"โทษว่ะ กูเผลอไป แต่แบบ
."
มองเพื่อนพร้อมลูบคางไปมา "ต้น เราก็คบกันมานานแล้วนะ แต่ข้าก็ไม่รู้มาก่อนเล้ยว่าแกน่ะชอบ
.น่ะ"
เว้นไว้ในฐานที่เข้าใจ
"บ้าใหญ่แล้วเอ็ง ใครว่าล่ะ
ข้าเองยังไม่รู้สึกตัวเล้ย ว่ารู้สึกกับเด็กนั่นแบบนั้นได้ไง
แต่พอเห็นแค่ครั้งแรกมันก็รู้สึกเหมือนเป็นความผูกพันเก่าว่ะ
อย่างที่บอกไปเมื่อกี้น่ะ รู้สึกเหมือนได้พบคู่รักที่จากกันไปนานงั้นล่ะ"
"หรือว่าชาติที่แล้วพวกแกเป็นเนื้อคู่กัน
แต่มาชาตินี้เด็กนั่นแทนที่จะเกิดเป็นผู้หญิง ดันผ่าไปเป็นผู้ชายเสียฉิบอย่างงั้นรึเปล่าวะ
"
"เอ็งก็พูดเป็นนิยาย"
"ก็ข้าชอบอ่านนิยายนี่หว่า"
จากนั้นต่างก็นั่งเงียบไปครู่ใหญ่จนเก้งหันไปเห็นกลุ่มผู้หญิงที่ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวดังมาแต่ไกลก็ตาโตรีบสะกิดเพื่อน
"เฮ้ย ต้น ! แย่แล้วว่ะ
ยายฝาโลงมาโน่นแล้วเว้ย" ชายหนุ่มเหลียวมองตามทางที่เพื่อนบอกพร้อมกับรีบกุลีกุจอเก็บเก็บหนังสือลงเป้
"เก้ง ข้าขอจรลีก่อนล่ะวะ"
แล้วไม่ลืมหยิบถุงขนมขบเขี้ยวติดไปถุงสองถุงก่อนรีบวิ่งเข้ามุมตึกเรียนสีครีมไป
"เก้งมองตามร่างที่เลี้ยวหายลับไปของเพื่อนสนิทก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"มันวิ่งหนีผู้หญิงแต่ดันไปไล่ตามเด็กผู้ชาย
..เฮ้อ~
เพื่อนกู"
ณ วังแก้วกานต์ คุณชายนภสินธุ์ใช้เวลาหลายวันอยู่ในการจัดเก็บสิ่งจำเป็นลงกระเป๋าเดินทาง
เขาไม่มีผู้ช่วยเพราะหม่อมเทพินทร์สอนไว้ให้หัดทำสิ่งง่ายๆ ให้เป็น
จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นให้มากนัก อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเปิดภาคเรียนใหม่
แต่เขาต้องเข้าไปอยู่หอก่อนสองวันเพื่อทำความสะอาดห้องพักและนั่งฟังปาฐากถาน่าเบื่อของบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย
เด็กชายสำรวจความเรียบร้อยในกระเป๋าขนาดใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฝาล็อคแล้วเดินไปเปลี่ยนแผ่นซีดี
ที่จริงเขาไม่ใช่คนมีระเบียบมากนักจึงมักวางรีโมทคอนโทรลไม่เป็นที่อยู่เสมอและมีอยู่บ่อยครั้งที่วางลืมไว้จนหาไม่เจออย่างตอนนี้เป็นต้น
เมื่ออินโทรเพลงเริ่มขึ้จึงทิ้งตัวลงนอนปล่อยอารมณ์บนเตียงใหญ่ก่อนเอื้อมไปหยิบกรอบรูปบนหัวเตียงขึ้นดู
ภาพในกรอบเป็นภาพหลวงวิชิตสงครามที่เขาแอบไปถ่ายก็อปปี้ มาจากหนังสือที่ได้หยิบยืมมา
นิ้วเรียวเล็กไล้ไปตามภาพเบาๆ และหยุดเขี่ยเล่นตรงส่วนใบหน้า
ดวงตาคู่งามฉายแววเศร้าน้อยๆ ที่จริงหลังจากรู้ตัวว่าได้กลับมาบ้าน
เขาก็ไม่เคยคิดอีกเลยว่าจะได้เจอกับชายหนุ่ม หลายหนนักที่คิดตัดใจเพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดที่เขาจะได้พบกับชายหนุ่มในภาพอีกครั้ง
ในกาลปัจจุบันนี้
.
ความคิดหยุดไปเมื่อนึกถึงชายหนุ่มอีกคนที่ช่วยพาเขาส่งบ้าน
นภสินธุ์ออกจะไม่ใช่คนเชื่อในเรื่องกลับชาติมาเกิดอะไรมากมายนัก
และเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน ในเมื่อสำหรับวัยของเขาแล้ว
เพื่อนและของเล่นต่างๆ ต่างหากที่อยู่ในความสนใจ หาใช่เรื่องลึกลับพรรณนั้นไม่
แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อได้เจอและรู้จัก ธรณินทร์ สายเลือดรุ่นเหลนของเจ้าพระยาเจริญราชไมตรี
หรือเล็กอดีตเพื่อนเล่นคนหนึ่งของเขา มันออกจะเป็นเรื่องบ้าอยู่เหมือนกัน
ที่เขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ กับธรณินทร์ คล้ายกับความรู้สึกที่มีให้กับคุณใหญ่
เพียงได้ยินเสียงชายหนุ่มครั้งแรกก็ใจเต้นแทบไม่เป็นส่ำ แต่แล้วก็แทบผิดหวังเมื่อได้รู้พูดคุยได้เป็นถึงลักษณะนิสัย
ที่เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณใหญ่นั้นแสนอ่อนโยนและสุภาพใจดี
และเอื้ออาทร แต่กับต้นดูๆ ก็เหมือนพวกรุ่นพี่สมัยนี้ สำอางเฟี้ยวฟ้าว
พูดจาไม่มีหูรูด แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นเขาก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ
ยามเข้าใกล้คนๆ นี้ไม่ได้ มีความรู้สึกอยากใกล้ชิดมากกว่านี้
อยาก
.. ใบหน้าแดงก่ำรีบยกมือป่ายปัดมโนภาพที่กำลังเกิดในสมองให้ออกไปโดยเร็ว
"โอย ชักจะเพี้ยนใหญ่แล้วเรา
คิดไปถึงขั้นนั้นได้ไงกัน บ้าชะมัด" ต่อว่าตัวเองเบาๆ หลังจากนอนดิ้นสลัดความคิดไปมาบนเตียงอยู่พักใหญ่ก็ลุกพรวดเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตน
น้องสาวคนเล็กของเขายืนเฉยอยู่หน้าประตู
"มณี ! ทะ
ทำไมไม่เคาะประตูห้องก่อนเปิดล่ะ
บอกแล้วไงว่าเสียมารยาทน่ะ" แกล้งพูดเสียงดังปิดบังความประหม่า
"ใครว่า" เด็กหญิงท้วงก่อนเดินเข้าห้อง
"มณีเคาะออกตั้งนานพี่นภแหละหูไม่ดีเองแล้วมาว่าเค้า" แล้วขึ้นไปกระโดดนั่งบนเตียงใหญ่
"นี่ บอกแล้วไงอย่ามากระโดดบนเตียงเดี๋ยวสปริงพังหมด"
"ไม่เป็นไร พังก็ซ่อมได้"
ยื่นปากพูด นภสินธุ์ชักเกิดความหมั่นไส้จึงยืดแก้มยุ้ยเสียหนักมือ
จนมือเล็กต้องปัดออก
"เป็นเจนเติ้ลแมนมาเล่นแก้มเลดี้ได้เหรอ"
แล้วลูบแก้มตัวเบาๆ ทำให้พี่ชายหัวเราะขำ "อย่างเราน่ะเหรอเลดี้
โธ่เอ๊ย รออีกสักสิบปีค่อยพูดเถอะนะ"
เด็กหญิงแลบลิ้นใส่ "ไม่พูดด้วยแล้วพี่นภน่ะปากไม่ดี
นอนล่ะ"
แล้วหยิบหมอนใบนุ่มมานอนกอด
เจ้าของห้องเริ่มโวย "นี่ ! ห้องตัวเองก็มีทำงี้ได้ไง ลุกเลยนะมณี"
"ม่ายเอา เค้าหลับแล้ว"
ว่าแล้วหลับตาปี๋ แล้วลืมตาขึ้นใหม่ "อ้ะ พี่นภเสียงเพลงหนวกหูปิดทีเค้าจะนอน"
นภสินธุ์อ้าปากจะว่าแต่จู่ๆ
ก็นึกถึงคุณใหญ่ขึ้นมา จะว่าไปเขาเองก็งอแงกับคุณใหญ่ไปไม่น้อยเหมือนกัน
เมื่อเริ่มเข้าใจความรู้สึกชายหนุ่มแล้วก็ทำหน้าแบบรู้สึกผิดนิดๆ
ก่อนเดินไปปิดเครื่องเสียงให้
"ปิดไฟด้วยสิคะ"
เสียงใสสั่งมาอีกแต่ผู้เป็นพี่ชายก็ยอมปิดให้แต่โดยดีก่อนจะออกจากห้องแต่ไม่ลืมพูดทิ้งท้ายไว้
"เด็กดื้อ ระวังเถอะถ้าเป็นเลดี้แล้วมีนิสัยอย่างนี้ จะไม่มีใครเอา"
แล้วปิดประตูห้องออกไป ทิ้งให้เด็กหญิงส่งตาเขียวปั้ดให้กับความมืด
เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
สักพักตึกเรียนที่เงียบสงบก็เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ดราวนกกระจอกแตกรัง
ตามกฎหลังเลิกเรียนทางโรงเรียนจะปล่อยให้นักเรียนออกไปนอกโรงเรียนได้ถึงหกโมงเย็น
พอถึงเวลานั้นประตูโรงเรียนจะปิด ดังนั้นแม้จะมีเวลาเพียง 3
ชั่วโมงแต่ก็ยังมีนักเรียนออกไปข้างนอกโดยเฉพาะพวกซีเนียร์ที่เริ่มมีแฟน
จะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ไปหาคนรักตามโรงเรียนของพวกเจ้าหล่อนเด็ดขาด
แม้กระทั่งรุ่นจูเนียร์บางคนอย่างในกลุ่มเพื่อนของนภสินธุ์ ดังนั้นตั้งแต่เปิดเทอมมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนคุณชายนภสินธุ์จึงแทบไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูงที่เคยล้อมหน้าล้อมหลัง
เพราะแต่ละคนต่างเริ่มมีแฟน เด็กชายเดินมานั่งที่ซุ้มใต้อโศกใหญ่ที่กำลังออกดอกสีขาวสะพรั่งไปทั้งต้นพร้อมฝูงผีเสื้อที่บินตอมความหอมของดอกขาวเล็กๆ
ลมหนาวเริ่มพัดมาให้รู้สึกบ้างในยามเย็น เขานั่งทอดสายตาไร้จุดหมายขณะมือหมุนแหวนนพเก้าที่มักห้อยติดกับพระเครื่องเล่นพร้อมความคิดที่ล่องลอยไปไกล
จนมีคนมาสะกิดจึงสะดุ้งจากภวังค์ เขาเหลียวมองคนสะกิดเห็นเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
"อะไร คนกำลังคิดอะไรเพลินๆ
ตกใจหมด"
"เค้าประกาศให้ไปห้องปกครองไม่ได้ยินรึไง"
นภสินธุ์ทำหน้าเหรอหรา "อะไร ใครประกาศ ไม่เห็นได้ยินเลย"
"หูหนวกรึไง เสียงโฟนออกดัง"
เขาขี้เกียจต่อความจึงตัดบท"เออๆ ขอบใจนะ"แล้วลุกไปที่ห้องปกครอง
ภาพร่างสูงนั่งกรอกแบบฟอร์มการขอเข้าพบพาให้เท้าทั้งสองข้างชะงักกึก
พร้อมกับที่อาจารย์ฝ่ายปกครองหันมาเห็น "นภสินธุ์สินะ"
ด้วยความที่เป็นสถาบันที่บรรดาคุณหญิงคุณนายพากันส่งลูกข้าเรียนมาก
ฐานะเด็กในโรงเรียนจึงมีตั้งแต่ระดับสูงอย่างพวกลูกหม่อมไปถึงลูกระดับมหาเศรษฐีทั่วไป
ดังนั้นการเรียกชื่อตัวโดยไม่มีบรรดาศักดิ์นำหน้าจึงเป็นกฎที่โรงเรียนตั้งให้
อาจารย์เรียกชื่อตัวเพียงอย่างเดียวเพื่อไม่ให้เป็นการเหลื่อมล้ำกันนัก
เด็กชายพนมมือไหว้อาจารย์ขณะมือชายหนุ่มที่เงยหน้ายิ้มแผล่ให้ไม่วางตา
หลังกรอกฟอร์มเข้าพบเสร็จนภสินธุ์ก็พาไปนั่งคุยในห้องที่เตรียมไว้เฉพาะสำหรับผู้เข้าพบ
"กฎระเบียบเยอะชะมัด ยังก่ะคุกแน่ะจะมาหาทีต้องกรอกแบบฟอร์ม
และยังพูดคุยได้แค่ในห้องรับรองเท่านั้นด้วย"
"ก็โรงเรียนนี้มันลูกคนระดับบิ๊กเยอะนี่ฮะ
เขาก็ทำเพื่อความปลอดภัย ว่าแต่คุณมาทำอะไรเหรอฮะ" ชายหนุ่มหน้านิ่วนิดหนึ่ง
"ไม่ล่ะ อย่าเรียกว่าคุณเลย
ฟังแล้วกระดากหู เราอ่อนกว่าเรียกว่าพี่ต้นดีกว่า" ร่างเล็กไหวไหล่
"เรียกพี่ต้นก็ดีเหมือนกัน
ค่อยสะดวกหน่อย ว่าแต่พี่ต้นมาทำอะไรถึงนี่ล่ะฮะ" ถามซ้ำ
"คิดถึง" ยิ้มกริ่ม
"หา ?"
"ไม่รู้สิ จู่ๆ ก็เกิดคิดถึงอยากเห็นหน้าขึ้นมาจนทนไม่ได้เลยมาหา"
พูดแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวขณะคนฟังทำหน้าแหยเต็มที่ "เพี้ยนรึเปล่า"
"อาจจะมั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงดังในหัว"
เคาะที่กะโหลกตัวเอง "ว่าอยากเห็นหน้า "เจ้านบนัก" "
ที่จริงเป็นเรื่องที่ต้นแต่งขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างเท่านั้น
แต่หลังพูดจบใบหน้านวลก็เกิดซีดขึ้นมาพร้อมกับลุกพรวดขึ้น เล่นเอาเขามองอย่างตกใจ
"เป็นไป
ไม่ได้"
"เป็นอะไร ? อะไรเป็นไปไม่ได้"
ชายหนุ่มลุกขึ้นตามพร้อมจะเอื้อมมือไปจับแขนเล็ก แต่เด็กชายปัดออกพร้อมถอยหนี
"คุณพูดว่า "เจ้านบ"
คุณเรียกผมว่า "เจ้านบ" "
ธรณินทร์นึกว่าเด็กชายไม่พอใจที่ไปเรียกชื่อตัวแบบไม่สุภาพจึงขอโทษ
แต่ร่างเล็กกลับนิ่งเงียบ "นี่ จะเอายังไงยืนบื้ออยู่ได้ เมื่อกี้ก็ขอโทษแล้วไง"
เขาชักเริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
ที่จริงโดยนิสัยเขาเองเป็นคนขี้รำคาญง่ายอยู่แล้ว แล้วก็ยอมรับว่าตัวเองว่าที่ยอมมาหาถึงนี่เพราะเกิดความคิดถึงขึ้นมาจริงแถมยังเป็นแบบไม่มีเหตุผลด้วย
ที่จริงก็ออกจะบ้าอยู่ในสายตาคนทั่วไปที่ผู้ชายอย่างเขาดันมาคิดถึงด็กผู้ชายแทบเจียนบ้าแบบไม่พบต้องคลั่งแน่
แต่กระนั้นก็ใช่ว่าความรู้สึกนั้นจะมาลบนิสัยขี้รำคาญออกไปได้ง่ายๆ
เสียเมื่อไหร่ ดวงตาดำขลับเขม็งมองในทีแรก แล้วเปลี่ยนเป็นลังเลอยู่เดี๋ยวก่อนล้วงหยิบถอดสร้อยพระที่คล้องอยู่ออกจากคอยื่นส่งให้ชายหนุ่ม
"คุณ
พี่ต้นดูนี่ทีคุ้นบ้างมั้ย"
แม้จะรำคาญขึ้นมานิดๆ
แต่รับมา แทบจะในทันทีที่สัมผัสมือข้างนั้นแทบชาวาบเขาก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ
สร้อยทองห้อยพระเครื่องและแหวนนพเก้า
..เขารู้จัก ! แต่
ไม่สิ
เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกว่ารู้จักขึ้นมาได้ล่ะ
!? ความรู้สึกเริ่มขัดแย้ง ใจหนึ่งบอกว่าไม่ แต่อีกใจบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาเคยคุ้น
คิ้วขาวเข้มนิ่วเข้าหากัน ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นพยายามแยกความรู้สึกตัวเองให้ออกว่าเป็นอย่างไหนกันแน่
อยู่เป็นนานจนเสียงคู่สนทนาเรียกขึ้น
"ว่าอย่างไรฮะ พี่ต้น
รู้จักไหม ?"
"อ่า
ก็ คุ้นๆ อยู่ แต่
เหมือนไม่เคยเห็น" เขากำมันแน่นคล้ายย้ำความคิดตัวเองอีกครั้งว่า
ไม่รู้จัก ก่อนจะส่งคืน คุณชายนภสินธุ์รับมาพร้อมไล้ที่แหวนเบาๆ
"มันเป็นของสิ่งเดียวที่คนที่ผม
.คนที่มีความสำคัญที่สุดของผม
เหลือไว้ให้"
คำพูดนั้นสะกิดใจร่างสูง
" 'คนที่มีความสำคัญที่สุด'
งั้นเรอะ ?"
"ฮะ" พูดพร้อมสวมสร้อยคล้องคอตามเดิม
"ตอนนี้เขา
.เสียแล้วล่ะฮะ" ฟังผิวเผินดูเรียบเฉยหากถ้าตั้งใจฟังให้ดีจะจับได้ถึงแววร้าวลึกที่แฝงในน้ำเสียงนั่น
ธรณินทร์พูดอะไรไม่ออกนอกจากยืนเงียบ
อยู่เป็นนานจนได้ยินเสียงเคาะประตู คนที่เปิดเข้ามาเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง
"ใกล้เวลาปิดประตูใหญ่แล้วนะ"
"อา ครับ เดี๋ยวขอพูดอีกเดี๋ยวก็จะกลับแล้วครับ"
"เหลืออีก 15 นาทีนะจ้ะ"
แล้วปิดประตูออกไป ร่างเล็กถอนใจเล็กน้อย "ไว้เสาร์อาทิตย์ค่อยเจอกันนะฮะ"
"เอ่อ
.งั้นไปก่อนนะ"
"บาย" ธรณินทร์ทำท่าจะเปิดประตูห้องแต่เขากลับกดล็อคก่อนหันมาคว้าร่างเล็กเข้าประกบจูบ
เด็กชายลืมตาโพลงกับการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว เขายืนตกใจอยู่แป๊บก็เริ่มผลักไส
แต่ยิ่งดิ้นธรณินทร์ก็ยิ่งกระชับร่างเล็กแนบแน่นเข้าก่อนเร่งบดเคล้าริมฝีปากนิ่มหนักหน่วงขึ้น
เวลาผ่านไปกี่นาทีไม่รู้ นภสินธุ์รู้เพียงเขารู้สึกเคยคุ้นต่อรสสัมผัสเช่นนี้นักจนยับยั้งอาการต่อต้านลงและเริ่มโอนอ่อนตามสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำต่อเขา
ในที่สุดธรณินทร์ก็ถอนริมฝีปากออก เขาใช้นิ้วไล้กลีบปากนุ่มแผ่วเบาก่อนประคองดวงหน้ามน
มองสบตานิ่ง สำหรับนภสินธุ์แววตาที่มองเขาอยู่ในชณะนี้ทำให้อยากคิดเหลือเกินว่าชายหนุ่มผู้นี้แหละ
คือคุณใหญ่ของเขา แววตาที่แสนอ่อนโยนและเอื้ออาทรต่อเขายิ่งนัก
เหมือนเหลือเกินจนเขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาแผ่วเบา
"คุณใหญ่
.."
"จงเรียกอย่างที่เจ้าต้องการเถอะเด็กน้อย"
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง นิ้วเรียวเล็กสั่นระริกขณะเอื้อมแตะสัมผัสใบหน้าขาวราวอิสตรี
"คุณ
คุณใหญ่
." ปลายเสียงสั่นเครือ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอบอุ่นฝ่ามือใหญ่จับมือบางแน่นพร้อมโอบร่างเล็กเข้าแนบกอดอีกครั้ง
"คุณใหญ่ฮะ คุณใหญ่" เรียกขานด้วยความดีใจที่แทบจะล้นปรี่
"ใครคือ 'คุณใหญ่' งั้นเรอะ"
ราวมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา เด็กชายรีบผละออกจากอ้อมแขนกว้างทันควันพร้อมเงยหน้ามองชายหนุ่มอีกครั้ง
แววตาคู่นี้ยังคงอบอุ่นและอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่มีแววกรุ้มกริ่มแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน
นภสินธุ์เริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก หน้าตาเหรอหรานั่นทำให้ธรณินทร์ยิ้มขำเขาเขี่ยปลายคางมนเบาๆ
"นายนี่ทั้งตลกทั้งน่ารักดีนะ"
แล้วปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระก่อนหันไปเปิดประตู "ไปล่ะนะไว้เจอกัน"
ไม่ลืมส่งจูบให้ทีหนึ่งก่อนปิดประตูลงทิ้งให้เด็กชายยินนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว
ยามเย็นใกล้ค่ำในกรุงเทพมหานครเต็มไปด้วยรถราจำนวนมหาศาลติดยาวเหยียดในทุกเส้นทาง
ธรณินทร์เหยียบเบรกอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งเร่งไปได้แค่ไม่กี่สิบเมตร
เขาตบพวงมาลัยรถอย่างไม่พอใจ ทั้งเบื่อเรื่องรถติดและยังเรื่องเด็กนั่นอีก
ตอนนั้นที่ดึงร่างเล็กเข้ากอดเขาทำไปเพราะอดห้ามใจตัวเองไม่อยู่
โดยนิสัยแล้วเขาไม่ใช่คนชอบโกหกตัวเอง จึงยอมรับด้วยความเต็มใจว่าได้เกิดความรู้สึกบางอย่างกับ
เด็กผู้ชายที่อายุเพียงสิบสี่นั่นจนอยากได้มาไว้ในความครอบครอง
แต่ชื่อที่ออกมาจากริมฝีปากที่เขาเพิ่งโลมเลียไปนี่สิ
.. นึกแล้วก็อดฉุนขึ้นมาไม่ได้
คุณใหญ่
.หลายหนแล้วที่เขาได้ยินนภเรียกชื่อนี้ ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใครกันนะ
? อยากเจอ อยากตะบันหน้าใส่และตะคอกไปว่านภสินธุ์ต้องเป็นของเขาเท่านั้น
!! ไม่ใช่ของแก ! เขาสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงแตรจากรถข้างหลังบีบไล่
จึงกระชากรถออกอย่างหัวเสีย พลางนึกสบถตัวเองในใจ ว่าในช่วงหลายวันมานี้เขาแทบไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เรียนก็ไม่มีสมาธิ จะนอนก็ไม่ค่อยหลับเพราะมัวแต่ทบทวนความรู้สึกตัวเองให้แน่ชัด
แล้วพอรู้แน่ว่าเกิดรักไปแล้วจึงรีบทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการ
แต่แล้วเป็นไง ตอนนี้กลับต้องมานั่งกังวลถึงผู้ชายอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก
ต้องมาหึงหวงเด็กผู้ชายที่เป็นเพศเดียวกัน ถ้าใครรู้ต้องว่าเขาบ้าเป็นแน่
ใช่ บ้าจริงๆ
ธรณินทร์ วิจิตรคุณบริพัตร
หนุ่มสังคมฐานะมั่งคั่งมีผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังไม่เคยขาด ตอนนี้กลับมานั่งหึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นบ้าเป็นหลัง
แต่นึกอีกทีก็สมน้ำหน้าตัวเอง นี่อาจเป็นกรรมตามทันก็ได้ เพราะตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่นเขาเป็นคนออกจะเจ้าชู้
ทำผู้หญิงน้ำตาตกมาก็ไม่น้อย แล้วพอถึงตาตัวเองเจอมั่ง
.เอาวะ
ตัดสินใจแล้ว เป็นไงเป็นกัน ไว้ให้เจอหน้าไอ้ใหญ่อะไรนั่นก่อนเถอะมึง
! แม้จะต้องแลกด้วยชื่อเสียงตระกูลก็ยอมวะ
วันต่อมาหม่อมเทพินทร์
แก้วกานต์ก็มีโอกาสต้องรับแขกพิเศษคนหนึ่ง
"ไหว้พระเถอะลูก" หล่อนรับไหว้ผู้อ่อนวัยกว่าพร้อมเชื้อเชิญให้นั่งและเรียกบ่าวให้หาน้ำหาท่ามาให้
"ต้องขอโทษด้วยนะครับหม่อมที่ผมมาขอพบกะทันหันแบบนี้"
แขกพิเศษหรือ ธรณินทร์พูดขณะหันไปขอบใจบ่าวที่นำน้ำมาให้ เขายกขึ้นจิบเป็นมารยาท
"จากคราวนั้นก็ไม่ได้พ่อต้นอีกเลย
แม้จะผ่านไปหลายอาทิตย์แต่ก็ยังต้องชอบใจอยู่นะจ้ะ"
"ไม่ต้องหรอกครับ อย่างไรเห็นคนต้องการความช่วยเหลือถ้าช่วยได้ผมก็ช่วยอยู่แล้วล่ะครับ"
ที่พูดเช่นนี้เพราะเกรงใจ ที่จริงตอนที่ช่วยเด็กชายนั้นเขาไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำมารู้อีกทีก็ตอนโอบร่างเล็กขณะอยู่บนรถแล้ว
"คือที่ผมมาเพราะมีเรื่องขออนุญาตน่ะครับ"
"จ้ะ ?"
"เอ่อ
.คือวันเสาร์นี้ผมต้องกลับไปทำธุระที่กาญจนบุรี
จึงอยากขออนุญาตพาน้องนภไปด้วยจะได้ไหมครับ" หญิงวัยกลางคนนิ่งไป
"เอ
พ่อต้นบอกว่าจะไปทำธุระแล้วพาน้องไปจะสะดวกหรือลูก"
"ไม่เลยครับ !" เผลอพูดเสียงดังออกไปพอรู้สึกตัวจึงขอโทษลดเสียงลงเป็นปกติ
"คือออกจะน่าอายอยู่แต่ผมเป็นน้องคนสุดท้อง
พอรู้จักกับน้องนภก็เกิดเอ็นดูน่ะครับ แล้วทุกทีที่ไปเมืองกาญจ์ผมมักไปคนเดียวเลยเหงาน่ะครับ"
แล้วทำท่าคล้ายเกรงใจ "แต่ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ
.."
พูดเพราะพอรู้มาบ้างว่าหม่อมคนนี้ค่อนข้างใจอ่อนและก็ได้ผลเสียด้วยเมื่อหม่อมออกปากอนุญาต
"น้าเองก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ จะพาไปก็ได้ กลัวแต่จะไปรบกวนเท่านั้นแหละ
แต่ถ้าบอกอย่างนั้นก็ตามใจเถอะจ้ะ น้าอนุญาต" ชายหนุ่มรีบยิ้มรับพร้อมก้มไหว้
"ขอบพระคุณมากครับ"
"ไว้ศุกร์แกกลับมาจะบอกให้เตรียมตัวไว้นะ
ว่าแต่จะออกเดินทางตอนไหนล่ะ"
"วันเสาร์ตอนเช้าครับ
แล้วผมจะมารับนะครับ"
"แม่ทำอย่างนี้ได้ไงฮะ
ใครบอกว่าผมอยากไปกาญจ์กัน เพิ่งกลับมาไม่เท่าไหร่ก็ต้องไปอีกแล้วน่าเบื่อจะตาย
แล้วผมหยุดเรียนแค่เสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พักกลับต้องตะลอนๆ
อย่างนี้น่ะเหนื่อยตายเลยนะฮะ" นภสินธุ์บ่นกระปอดกระแปดแต่มือก็ไม่ละจากเสื้อที่จัดใส่เป้
ส่วนผู้เป็นแม่อดขำในการกระทำที่ตรงข้ามกันของลูกไม่ได้
"ลูกบ่นไม่อยากไปแต่กลับนั่งจัดกระเป๋า
ตกลงจะเอาอย่างไรแน่จ้ะ"
"อ้ะ !" คล้ายเพิ่งรู้สึกตัว
เขาละมือจากเป้พร้อมพูดหน้าแดง "เอ่อ
คือ ที่จริงมันก็
.อยากไปอยู่น่ะฮะ"
มารดายิ้มให้อย่างรู้ทัน
"อยากเที่ยวล่ะสิเรา ที่จริงที่พ่อต้นเค้าก็อยู่ไม่ห่างจากฟาร์มเราเท่าไหร่หรอกนะ
ถ้าไปอยู่เรือนไทยไม่สะดวกก็มาพักวังเราก็ได้นะลูก"
"บ้านพี่ต้นเป็นบ้านเรือนไทยเหรอครับ
!?" ถามตาโตอย่างตื้นเต้น ที่จริงพอได้ยินคำชวนเขาก็อยากไปอยู่แล้วเพราะอยากรำลึกถึงสถานทีในความหลัง
แต่ทีแรกไม่คิดว่าเรือนไทยของคุณใหญ่จะยังอยู่ในถึงป่านนี้ จนได้ยินคำยืนยันจากแม่ความอยากไปก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว
"เอาล่ะ พรุ่งนี้พี่เค้าจะมารับแต่เช้า
อย่าตื่นสายล่ะ"
"เรือนไทยที่ทองผาภูมิของพี่เป็นสมบัติสืบทอดของตระกูลเหรอฮะ"
คุณชายนภสินธุ์ถามคนขับข้างตัว
"ใช่ เป็นของพระพิไชย
พี่ชายคุณปู่ทวด"
"แล้วสภาพยังเหมือนเดิมรึเปล่าฮะ
ผมหมายถึงตัวเรือนที่เป็นไม้มีส่วนไหนผุพังบ้างมั้ยฮะ"
"ถามเหมือนเคยเป็นบ้านตัวเองเลยนะเรา"
เด็กชายหน้าแดง "ก็ไม่เชิงฮะ"
จะบอกได้ไงล่ะว่าเขาเคยอยู่มาก่อนตั้งเกือบครึ่งปีเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว
"ก็เหมือนเดิมแต่ปิดลั่นดาลไปหลายห้องเหมือนกันเพราะไม่ได้ใช้สอยอะไร
ปีนึง จะเปิดทำความสะอาดสักหน ที่ใช้อยู่ก็มีแต่หอนอนกับหอนกแล้วก็ห้องพระเท่านั้น"
"หอนอน หมายถึงส่วนที่เป็นห้องคุณ..เอ๊ย
พระพิไชยใช่มั้ยฮะ แต่หอนก
." เขาจำได้ว่าสมัยคุณใหญ่อยู่ไม่มีหอนก
เพราะชายหนุ่มไม่ชอบกักสัตว์ไว้ในกรงและยังรำคาญเสียงร้องอีก
ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าหอนกเพิ่งมามีตอนหลังล่ะสินะ
"ที่จริงหอนกน่ะพี่ไม่ค่อยชอบหรอก
รำคาญเสียงนกร้อง หนวกหูจะตาย ลำพังป่ารอบบ้านก็มีตกอยู่เป็นกะตั้กอยู่แล้ว"
เด็กชายสะดุ้งเล็กน้อยกับประโยคที่ชายหนุ่มพูดขึ้น เกลียดรำคาญเสียงนกร้องงั้นเหรอ
เหมือนกันอีกแล้วสิ แต่คนเราจะมีส่วนเหมือนกันมากขนาดนี้เชียวหรือไงกัน
? จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ออกจะบังเอิญเกินไปหน่อยล่ะ อะไรจะเหมือนทั้งเสียงทั้งตาและยังนิสัยบางส่วนอีก
อีกหลายครั้งที่เดียวที่นภสินธุ์แอบชำเลืองดูเจ้าของใบหน้าคมกึ่งเข้มกึ่งสวยที่นั่งขับรถอยู่ข้างๆ
พลางนึกถึงเหตุการณ์หลายอย่างที่ผ่านมา รวมทั้งเรื่องเมื่อวานซืนด้วย
มันเกือบทำให้เขาปักใจเชื่อว่าคนนี้แหละคือคุณใหญ่ของเขามาเกิดไม่ผิดแน่
แต่ยังต้องรอการพิสูจน์อีกหลายหนเพื่อให้แน่ใจเสียก่อน
..แต่
เอ เขาต้องการความแน่ใจไปเพื่ออะไรในเมื่อถึงจะรู้ว่าใช่จริง
แต่คุณใหญ่ในคราบพี่ต้นก็ไม่เหลือความทรงจำเดิมที่มีกับเขาอยู่แล้วนี่
ขณะกำลังนั่งคิดอยู่นั้น นภสินธุ์ไม่ได้ใส่ใจหรือสังเกตต่อสายตาที่ชายหนุ่มเหลือบมองมาทางเขาเลยสักนิด
ไม่ได้เอะใจว่าที่ธรณินทร์ชวนมานี่มีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝงอยู่หรือไม่
รอบบริเวณเรือนพำนักยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่มีรั้วกั้นอาณาเขตอย่างเด่นชัด
รวมทั้งต้นไม้ที่หายไปหลายสิบต้น และคนรับใช้ที่มีเพียงสองสามคนไม่หนาตาเดินกันให้
ขวักอย่างเมื่อร้อยปีก่อน เมื่อขึ้นไปบนเรือนนภสินธุ์อดไม่ได้ที่จะเดินดูรอบๆ
เรือนด้วยความคิดถึง ทุกอย่างเหมือนเดิมอย่างที่ชายหนุ่มบอกไม่ผิด
มีเพียงการเดินสายไฟเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเรือนเสียไปเพราะช่างไฟเดินสายแนบมุมต่างๆ
จนแทบมองไม่เห็นสาย ห้องปิดตายที่ธรณินทร์เคยบอกคือหอคนรับใช้ที่อยู่ทิศตะวันตก
ส่วนหอนกคือหอที่เคยมีห้องเขาอยู่นั่นเอง แต่ตอนนี้ตัวห้องถูกรื้อไปเปิดเป็นทางโล่งแขวนกรงนกต่างๆ
ไว้เกือบสิบ
"คืนนี้พักอยู่ห้องนี้นะ
มันอยู่ข้างๆ ห้องพี่แล้วถัดไปเป็นห้องพระ" ห้องที่ชายหนุ่มบอกเป็นว่าเป็นของตนก็คือห้องของเจ้าของคนก่อน
หรือ พระพิไชยภักดีศรีมไหยสวรรค์นั่นเอง เขาอยากรู้จังว่าพี่ต้นดัดแปลงห้องคุณใหญ่เป็นรูปแบบไหน
จึงเอ่ยปากขอเข้าไปดู ชายหนุ่มก็ไม่ได้ขัดอะไร ตัวห้องเปลี่ยนเกือบจำไม่ได้
มีเพียงโต๊ะเขียนหนังสือกับโต๊ะกระจกเท่านั้นที่เป็นของเดิม
นอกนั้นเป็นเครื่องเรือนใหม่หมด
"ทีแรกพี่ไม่คิดเปลี่ยนเครื่องเรือนหรอกนะ
ชอบของเก่ามันยังใช้การได้ดีอยู่ และพี่ก็ชอบหีบเสื้อผ้าแบบเก่าด้วยแหละ
เท่ห์ดี แต่มันเรียกปลวกง่ายไปหน่อย แล้วก็เตียงต้องเปลี่ยนเพราะกลัว"
"กลัว ?"
"แหม เตียงคนเก่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้
พี่ไม่กล้านอนหรอก" ท่าทางขนลุกที่ชายหนุ่มแสดงออกอดทำให้นภสินธุ์หัวเราะขำไม่ได้
แล้วเขาก็ หยุดเมื่อรู้สึกว่าร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ อุ้งมือใหญ่ประคองนวลแก้มเนียนไว้
"เรื่องเมื่อวานซืนนภโกรธพี่รึเปล่า"
เขาถามเสียงเบานุ่ม และเป็นกระแสเสียงที่นภสินธุ์อดหวั่นไม่ได้ทุกครั้งที่ได้ยิน
เจ้าตัวตอบอึกอัก
"เอ่อ เรื่องนั้นน่ะ
.ผมก็
.ไม่ได้ถือสาอะไรหรอกฮะ"
ดวงตาคมเข้มวาบขึ้น
"ไม่ได้ถือสา เพราะเคยชินอยู่แล้วสินะ"
"เอ๊ะ ?" แล้วไม่ทันได้ต่ออะไร
ร่างสูงก็จาบจ้วงประกบจูบอย่างเร็วจนเด็กชายตั้งตัวไม่ติด มือเล็กกำชายเสื้อร่างสูงแน่นพร้อมพยายามหลบใบหน้าให้พ้นจากการรุกรานแต่ไม่เป็นผลเมื่อมือใหญ่จับท้ายทอยมั่นไม่ยอมให้หันหนี
อยู่เป็นนานจนชายหนุ่มถอนริมฝีปากออก นภสินธุ์หันหน้าสำลักหอบ
เขาไม่เคยโดนกระทำรุนแรงและเร่งเร้าแบบนี้มาก่อน ครั้งก่อนๆ
แม้จะเร่งเร้าในทีแรกแต่ก็มีความอ่อนโยนแฝงอยู่ด้วยเสมอ แต่คราวนี้ไม่
เมื่อตั้งตัวได้จึงหันมาตะคอกใส่
"ทำบ้าอะไรของนายน่ะ !?
ไอ้วิปริต !!" แต่ร่างสูงไม่สะทกสะท้าน "อ้าว ก็นึกว่าชินซะแล้วอีก"
เลือดขึ้นหน้าฉุนกึก "พูดอย่างนี้ดูถูกกันนี่
คุณจะหาว่าผมเคยชินกับการกระทำอย่างนี้งั้นเรอะ"
ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มคล้ายอาการเยาะ
"ก็กับไอ้คนที่ชื่อ ใหญ่ นั่นไงเล่า อย่าบอกนะว่าไม่เคยเสร็จมันน่ะ
เห็นมีอะไรพูดถึงแต่มันทุกที" คุณชายนภสินธุ์นิ่งขึงไป ใบหน้าซีดสลับแดง
เขากำหมัดแน่นก่อนผวาเข้าต่อยที่ใบหน้าคมสันเต็มกำลัง จนร่างสูงเซไปปะทะตู้หนังสือ
"อย่ามาดูถูกฉันอย่างนี้นะ
แล้วคุณใหญ่เขาก็ไม่ได้ทำกับฉันอย่างที่นายทำด้วย !!" พูดจบก็ก้าวพรวดออกนอกห้องไปปิดประตูอย่างแรง
นิ้วมือเรียวยาวไล้ปลายคางที่โดนต่อยเบาๆ
ก่อนสบถออกมาอย่างหัวเสียและเตะ กำแพงระบายอารมณ์
"บ้าเอ๊ยเรา ไปทำอย่างนั้นเข้าใครที่ไหนเค้าจะมายอมง่ายๆ
วะ"
ทีแรกธรณินทร์คิดว่าเด็กชายจะโกรธจนแบกเป้ไปนอนที่วังวสันต์
แต่ผิดคาดจากหน้าต่างห้องนอน เขายังเห็นร่างเล็กลงไปเดินเล่นอยู่ข้างล่าง
จึงตะโกนลงไป
"จะไปไหนน่ะ นี่ใกล้เวลาอาหารเที่ยงแล้วนะ"
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองพร้อมชูนิ้วกลางใส่พร้อมคำด่า แล้วสะบัดหน้าเดินไปต่อ
ต้นยิ้มกับตัวเองบางๆ ก่อนถลาออกจากห้องไปแล้ววิ่งตึกๆ ตามร่างเล็กที่เดินอยู่ลิบๆ
ไปยังดงต้นแส
กระแสลมอ่อนพัดกลีบดอกสีครามร่วงกราว มีเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้นที่ยังเหมือนเมื่อวันวาน
นภสินธุ์เดินไปนั่งริมลำธารเล็กๆ เสียงเหยียบไม้ดังมาจากด้านหลัง
ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร ร่างเล็กแอบถอนใจเฮือก
"ผมยังไม่ยกโทษที่คุณดูหมิ่นผมเมื่อครู่นะ"
"อะไรกัน เปลี่ยนสรรพนามอีกล่ะ"
"ไว้หายโกรธก่อน" ชายหนุ่มยิ้มขำอาการงอน
แล้วเดินไปทรุดนั่งลงข้างๆ "นึกว่าจะโกรธจนกลับไปวังแล้ว"
"ผมยังชอบเรือนไทยนี่อยู่"
"แค่เรือนเหรอ"
"คนไม่เกี่ยว"
"เอ้าๆ แค่เรือนก็ยังดี
พี่เองก็ชอบที่นี่เหมือนกัน ไม่รู้ทำไมแต่เวลาอยู่ทีไรรู้สึกเหมือนเคยคุ้น
เหมือนได้กลับมาอยู่บ้านตัวเอง"
นภสินธุ์ชายตามอง "แล้วดงแสนี่ล่ะฮะ"
ไหล่กว้างไหวเล็กน้อย "ก็สวยดีแต่เฉยๆ ที่เก็บไว้เพราะเห็นสมัยต้นแสมันหายากก็เท่านั้น"
เด็กชายแอบอมยิ้มก่อนเอนตัวพิงคนข้างๆ เขาเกือบแน่ใจแล้วว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างเขานี่แหละคือคุณใหญ่
ธรณินทร์เลิกตามองการกระทำของร่างเล็กอย่างแปลกใจ เขาลองไล้ปลายนิ้วที่แก้มเนียนดูซึ่งร่างเล็กก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
"หายโกรธแล้ว ?"
"ยัง" สะบัดเสียงเล็กน้อย
ชายหนุ่มยิ้มขำก่อนชูนิ้วก้อยให้ "คืนดีกันมั้ย ?"
ดวงตาดำขลับช้อนขึ้นมองสบ
ใบหน้านวลบึ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มจนตาหยี เขาลุกขึ้นเกาะไหล่กว้างแล้วก้มกระซิบข้างหู
"ไม่โว้ยไอ้บ้า"
แล้วลุกเดินไป ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งมองตามอย่างงงๆ
เขาส่ายหัวอย่างระอา พอจะลุกตามกลีบดอกแสก็ร่วงหล่นบนฝ่ามือ
เขาชะงักมองหยิบกลีบใบอ่อนบางขึ้นจรดริมฝีปาก คล้ายความรู้สึกทั้งหมดจมดิ่งในความมืด
เขาเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเท้าที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มในชุดสากลสีขาวยืนแย้มยิ้มละไม
ก่อนเอื้อมมือมาตรงหน้า
"จับมือข้าสิ"
เสียงเขานี่เอง ธรณินทร์ย้ำในใจ
นั่นมันเสียงเขานี่ แต่คล้ายถูกสะกด เขายื่นมือไปหา วินาทีที่สัมผัสกับฝ่ามือนั่นคล้ายมีกระแสไฟอ่อนวิ่งเข้าร่าง
ธรณินทร์ขมวดคิ้วมุ่น เขาแทบชะงักมือกลับ แต่อีกฝ่ายกลับจับแน่นขึ้นก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม
"อย่าฝืน ปล่อยตัวตามสบาย"
ธรณินทร์หลับตาลง ปล่อยจิตตามคำบอกจึงรู้สึกสบายขึ้นเนื้อตัวเบาหวิว
แต่กระนั้นก็อดถามในใจไม่ได้
"คุณเป็นใครกัน ผมเคยเห็นคุณครั้งหนึ่งในกระจกนั่น"
"เราคือเจ้า เจ้าก็คือเรา"
"หมายความว่าไง"
"เราคือวิญญาณดวงเดียวกัน
เพียงแต่ต่างความทรงจำ ข้าคือความทรงจำในอดีต ส่วนเจ้าคือความทรงจำในปัจจุบัน"
ธรณินทร์ลืมตามองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
"แต่จากนี้ เราจะกลายเป็นหนึ่ง"
"ละ
แล้ว แล้วมันจะเป็นยังไง"
อดหวั่นไม่ได้ คนตรงหน้าคล้ายรู้ รอยยิ้มอ่อนโยนนั่นพาความหวาดหวั่นลดไปเจียนหมด
"เจ้าก็ยังเป็นเจ้าเหมือนเดิมเพียงมีความทรงจำในอดีตแทรกขึ้นมาเท่านั้น"
และก่อนที่ธรณินทร์จะทันได้พูดอะไรก็ต้องหลับตาแน่นเมื่อร่างตรงหน้ากลายเป็นแสงสว่างจ้า
แล้วความรู้สึกก็หมดลง
เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือเพดานไม้
เขากะพริบตาไล่ความมึนงงก่อนจะผวาเมื่อเสียงแจ้นของคนรับใช้หญิงดังแหวกขึ้น
"คุณต้นฟื้นแล้วค่า~
คุณหมอ คุณนภคะ !"
ฟื้น ? ทำไมเขาต้องฟื้นด้วยล่ะ
แล้วหลับตาไล่ความมึนงงที่กำลังจู่โจมอีกครั้ง มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อมือนุ่มมาจับข้อมือ
เขาลืมตามองเห็นหนุ่มวัยกลางคนสวมแว่นท่าทางภูมิฐานนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงพร้อมร่างเล็กที่ยืนเยื้องไปทางข้างหลัง
ชายวัยกลางคนยิ้มบางๆ ให้เขา
"หัวใจเต้นเป็นปกติ คุณต้นไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคงแค่เพลีย
ผมจัดยาบำรุงไว้ให้ชุดละกันนะครับ"
"เอ่อ
คุณ.."
"ผมเป็นหมอครับ คนบ้านคุณเห็นคุณนอนหมดสติอยู่แถวลำธารเลยไปตามผมมาดูอาการ"
ธรณินทร์ยกมือกุมขมับ "ผมหมดสติไปเหรอครับ" พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"คุณไม่มีอาการแทรกซ้อนนะครับ
อย่างปวดตามตัว หรือปวดศีรษะ"
"อ้ะ อ้อ ไม่ครับ ผมปกติทุกอย่าง
ขอบคุณมากนะครับหมอ" คนเป็นหมอยิ้มให้แล้วจัดยาก่อนลุกไปพูดกับร่างเล็กแล้วจึงขอตัวลา
เมื่อหมอและคนใช้ออกจากห้องแล้ว นภสินธุ์จึงเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง
"คุณเป็นโรคโลหิตจางรึไง
ปุ๊ปปั๊บก็สลบเหมือดอย่างนั้น เล่นเอาใจหายหมด" ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงแล้วยิ้มหวานให้
"เป็นห่วงด้วย"
"ก็คนรู้จัก" ธรณินทร์ไล้ปลายนิ้วเขี่ยแก้มนิ่มเป็นเชิงเย้า
แล้วก้มหน้าลงจรดหน้าผากตนกับหน้าผากอีกฝ่ายพร้อมใช้อุ้งมือทั้งสองประคองดวงหน้านั้นไว้
"บอกสิ ว่าเธอห่วงฉัน"
นภสินธุ์หลุบตาลงต่ำ ใบหน้าเริ่มแดงเรื่อ "ใครจะพูด"
ชายหนุ่มอมยิ้มเอ็นดู
เขาเม้มขบเบาๆ ที่ปลายจมูกงอนโด่งแล้วลามแทะไปยัง ริมฝีปากอิ่มพร้อมกับค่อยๆ
สอดแทรกปลายลิ้นเข้าไป ทุกอย่างเป็นไปด้วยความอ่อนหวานจนนภสินธุ์อดจะคล้อยตามไม่ได้
เขาปล่อยให้ชายหนุ่มจุมพิตอย่างดูดดื่ม ธรณินทร์ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง
เขาไล้ประคองจูบไปจนทั่วใบหน้านวลแล้วหยุดที่ริมหูกระซิบแผ่วเบา
"จำได้ไหม ข้าเคยตีตราจองเจ้าไว้"
เด็กชายลืมตาโพลงหันขวับมองชายตรงหน้าเต็มตา ธรณินทร์ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้
ก่อนไล้ปลายนิ้วผ่านซอกคอเกี่ยวสายสร้อยทองขึ้นดู เขาปลดแหวนวงเล็กออกจากตะขอ
"แหวนนี่ข้าให้ก่อนออกศึก"
แล้วจับมือเล็กขึ้นค่อยๆ สวมแหวนเข้านิ้วนาง "แหวนใหญ่ไปนิด
แต่ไม่เป็นไร รอเจ้าโตกว่านี้คงพอดี"
ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มกระทำ
นภสินธุ์มองตามไม่ละ "คุณคือคุณใหญ่ ?"
ร่างสูงยิ้มให้ "ถูกต้อง
รวมทั้งเป็นธรณินทร์ด้วย"
เด็กชายเงียบไป จนอุ้งมืออุ่นจับคางมนช้อนขึ้นดวงตากลมโตเริ่มแดง
"เป็นอะไร ?"
"สับสน" ชายหนุ่มโอบร่างเล็กเข้ากอด
"คุณใหญ่ของเจ้าเป็นอดีต แต่ธรณินทร์คือปัจจุบัน"
"ผมรักคุณใหญ่" ปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"แต่ธรณินทร์ก็รักเจ้าเช่นกัน"
เขาโอบประโลมร่างที่สะอื้นน้อยๆ ลูบหัวเบาๆ "ข้ากับธรณินทร์คือคนเดียวกัน
วิญญาณข้ากับวิญญาณเขาคือดวงเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงมีใจปฏิพัทธ์ต่อเจ้าเช่นที่ข้าเคยมี"
"ถ้าผม
รักพี่ต้นแล้ว
คุณจะหายไปไหมครับ"
"ไม่ดอก ข้าไม่หายไปไหนข้าอยู่ในตัวเขา
ความรักความรู้สึกทุกสิ่งที่เจ้ามีให้ธรณินทร์ย่อมเกิดแก่ข้าเช่นกัน
บอกแล้วอย่างไรว่าเราคือวิญญาณดวงเดียวกันน่ะ"
ร่างเล็กซื้ดจมูก "ถ้าอย่างนั้น
คุณออกมาหาผมบ้างนะฮะ"
ร่างสูงหอมแก้มเนียนแผ่วเบา
"ทุกคราที่เจ้าต้องการ" แล้วโอบร่างเล็กเข้ากอดแน่น เด็กชายกอดตอบเช่นเดียวกัน
"นภ"
เด็กชายลืมตาและคลายอ้อมกอด
ที่เขาเห็นคือภาพใบหน้าสวยส่งรอยยิ้มมาให้แต่ออกจะกรุ้มกริ่มอยู่ในที
ธรณินทร์ประคองมือข้างที่สวมแหวนอยู่ขึ้นประทับจูบ แล้วเอื้อมโอบอุ้มร่างเล็กจากเก้าอี้ขึ้นมาประคองนั่งบนตัก
แต่เด็กชายดิ้นตัวขืน ชายหนุ่มจึงออกแรงโอบลงนอนโดยเขาเป็นฝ่ายทาบทับ
นภสินธุ์ยกมือยันใบหน้าที่กำลังก้มลงมา พร้อมหันหนี
"หนักนะ ลุกไป" ร่างสูงยิ้มกริ่ม
แล้วจับข้อมือเล็กแยกออกก่อนซุกไซ้ไปตามซอกคอขาว เด็กชายสะดุ้งแล้วพยายามขืนตัว
"ปล่อยนะ พี่ต้น"
"ข้ารอเจ้ามาเกือบร้อยปีเชียวนะ
ไม่เห็นใจกันบ้างรึไง" นภสินธุ์หน้าแดงจัด "รอ รออะไร ? และเห็นใจเรื่องอะไร
?"
ชายหนุ่มโน้มประกบจูบอ่อนโยน
"รอวันที่เจ้าจะเป็นของข้าน่ะสิ"
"นี่คุณจะเป็นคุณใหญ่หรือพี่ต้นกันแน่น่ะ"
"ทั้งสองคนเลย" แล้วหัวเราะขำหน้ามุ่ยๆ
ของเด็กในวงแขน
"แต่คราวนี้จะไม่ถามเหมือนตอนนั้นล่ะ
ขืนถามมีหวังอดอีกแน่" ร่างเล็กหน้าแดงจัด "บ้า ในหัวมีแต่เรื่องบ้าๆ
รึไงนะ"
ชายหนุ่มยิ้มกริ่มแล้วก้มลงไล้ปลายลิ้นตามซอกคอขาว
เขาซุกไซ้อย่างไม่ฟังเสียงทักท้วงและแรงดึงทึ้งจากมือเล็ก ฝ่ามืออุ่นสอดเข้าใต้เสื้อยืดตัวโคร่ง
ลูบไล้ผิวกายเนียนมือแผ่วเบาทว่าหนักหน่วง นภสินธุ์พยายามผลักอกกว้างออกทว่าไม่เป็นผล
เขาหลับตาแน่นเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบประกบจุมพิต ชายหนุ่มค่อยๆ
ถอดเสื้อตัวใหญ่ออกจากร่างเล็ก แล้วม้วนเสื้อพันเรียวแขนไว้เหนือหัว
เด็กชายเหลือบตามองพร้อมโวยวาย
"คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยมือผม
."
ยังไม่ทันขาดคำก็สะดุ้งเฮือกเมื่อริมฝีปากอุ่มขบเม้มตรงยอดอกเนียนราบ
ยิ่งชายหนุ่มเร่งเร้าโลมเลียไปตามแผ่นอก เด็กชายก็ยิ่งขบริมฝีปากหลับตาแน่น
พยายามระงับอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นเต็มที่ จนเมื่อรู้สึกถึงมืออุ่นที่ป้วนเปี้ยนอยู่ช่วงล่างจึงอ้าปากแหวขึ้นมา
"อ๊า อย่ารูดซิปเชียวนะ"
ธรณินทร์เงยหน้ามองแล้วยิ้มขำ เขาไม่ฟังเสียงแต่ถอดกางเกงตัวใหญ่ออกอย่างเร็ว
เผยเรียวขาขาวผ่องปรากฏต่อสายตา นภสินธุ์หน้าแดงซ่านเมื่อรู้ตัวแล้วว่ากำลังนอนเปลือยอยู่
และไม่อาจปกป้องร่างกายตนจากสายตาชายหนุ่มได้แม้เพียงนิด ร่างสูงลุกขึ้นถอดเสื้อตัวเองออกแล้วโน้มใบหน้าลงประกบจูบเร้าริมฝีปากอิ่มอีกครั้งอย่างอ่อนโยน
ในทีแรกเขาขบเม้มโลมเลียอย่างแผ่วเบาอยู่นาน รอกระทั่งร่างเล็กเริ่มคล้อยตามจึงเปลี่ยนเป็นดูดดื่มยิ่งขึ้น
มือใหญ่ไล้ไปตามเรียวขาเนียนก่อนจับข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วล้วงไล้ลึกเข้าไปส่วนใน
ถึงตอนนี้เด็กชายสะดุ้งเฮือก เขาหลุดจากภวังค์พยายามหันใบหน้าหนีแต่มือแกร่งจับคางมนไว้แน่นพร้อมแนบจูบรุนเร้าจนรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนเริ่มคลายอาการเกร็งลง
จึงปล่อยริมฝีปากออกคลอเคลียทั่วใบหน้าเนียนแล้วปล่อยแขนเล็กให้เป็นอิสระ
ดวงตาคมสวยหรี่ปรือลงตามการเล้าโลมที่หนักหน่วงและนุ่มนวลสลับกัน
มีหลายหนที่เผลอครางออกมาเมื่อถูกกระตุ้นในจุดปลุกเร้า จนชายหนุ่มโลมเล้าไปยังจุดรวมอารมณ์
ร่างเล็กแอ่นกายสะท้านขึ้น มือจิกหมอนนุ่มแน่น จากเสียงครางเพียงแผ่วหวิวกลายเป็นดังขึ้นตามการโลมเล้าที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นจนไปถึงจุดแห่งการปลดปล่อย
แทบไม่ทันได้พักหายใจเรียวขาเรียวก็กระตุกอีกครั้งเมื่อร่างสูงละริมฝีปากจากจุดเร้าอารมณ์เข้าไปส่วนที่ลึกกว่า
"คุณใหญ๋
.พี่ต้น ตรงนั้น
.อืม
"
ใบหน้านวลแดงซ่าน เสียงครางเครือกระเส่าเมื่อรู้สึกถึงลิ้นอุ่นที่ตวัดลึกเข้าไปพร้อมปลายนิ้วแกร่ง
ส่วนอีกมืออีกข้างบีบเคล้าส่วนกลางของร่างกายกระตุ้นอารมณ์ให้คุโชนอีกครั้ง
นภสินธุ์สะดุ้งพร้อมครางด้วยความเจ็บเมื่อปลายนิ้วเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง
มือเล็กดุนหมอนนุ่มขึ้นปิดกั้นเสียงร้อง ร่างสูงละจากเบื้องล่างโลมไล้เรื่อยขึ้นสู่หน้าทองเนียนสู่อกแบนราบและซอกคอขาว
ก่อนดันหมอนใบนุ่มออกจากการเกาะกุมแล้วประคองดวงหน้าหวาน
"นภสินธุ์"
เสียงเรียกชื่อทำให้เขาหรี่ตาปรือมอง
"ฟังนะ ต่อจากนี้จงมองหน้าฉันไว้" เขาพูดพร้อมแยกเรียวขาเล็กออกจากกัน
"มองไว้ให้ดีว่าฉันเป็นเจ้าของเธอ"
พูดจบร่างเล็กก็สะท้านตัวเฮือกกรีดเสียงร้องลั่นเมื่อชายหนุ่มแทรกกายเข้ามา
"ไม่เอา ! เจ็บ ปล่อยนะ ไม่เอาแล้ว !!" มือเล็กป่ายปัดพยายามดิ้นรนหนีจากอ้อมแขนแกร่งที่ยื้อยุดไว้แต่ไร้ผล
เขากรีดร้องอีกครั้งเมื่อร่างสูงรุกล้ำเข้าลึกเรื่อยๆ
"นภ
." กระแสเสียงนุ่มสั่นพร่า
เขาปล่อยมือข้างหนึ่งจากสะโพกมนมาตรึงคาง มนไว้แน่นแล้วประกบจูบปิดกั้นเสียงร้อง
แล้วใช้มืออีกข้างจับรวบจับแขนเล็กไว้มั่น เมื่อรุกล้ำถึงปลายทางจึงหยุดนิ่ง
เขาถอดริมฝีปากออก รอจนเด็กชายเริ่มหายเกร็งจึงปล่อยมือเล็กออกจากการกุมแต่กลับประสานฝ่ามือแยกออกแทน
ชายหนุ่มสูงมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาก่อนโน้มลงโลมไล้ซับหยาดน้ำตามผิวแก้มนวลแผ่วเบา
รู้สึกได้ดีถึงอาการสะอื้นน้อยๆ
"นภ ข้ารักเจ้านะ รักมากจนอยากทำให้เจ้าเป็นของข้า"
"แต่ผมเจ็บ
."
"ข้ารู้ ทนนิดเถอะนะ
ไม่นานเจ้าจะรู้ถึงความสุขที่เราจะมีร่วมกัน" ว่าแล้วก็จูบไซ้ซอกคอนวลก่อนเริ่มขยับกาย
เขาเลื่อนขึ้นประทับริมฝีปากหนักหน่วง เร่งการรุกล้ำจากเนิบนาบเป็นเร่งเร้ายิ่งขึ้นหยาดน้ำตาจากใบหน้าหวานร่วงพราว
แต่กระนั้นนภสินธุ์ก็เริ่มรู้สึกถึงอารมณ์บางอย่างที่เริ่มแทรกขึ้นมาตามการเคลื่อนไหวหนักหน่วงจากเบื้องล่าง
ดังนั้นเมื่อริมฝีปากอุ่นคลายออกเขาจึงกรีดร้องออกมาอย่างสุดกลั้น
ยิ่งชายหนุ่มเร่งการสอดแทรก ร่างเล็กก็ยิ่งครางกระเส่า ร่างสูงยิ้มพอใจที่จับได้ว่าเสียงครางจากเจ็บปวดในทีแรกเริ่มเปลี่ยนไป
อุ้งมืออุ่นจับมือเล็กให้โอบรอบคอตน เขาจับสะโพกมนโอบกระชับเพื่อรับการสอดแทรกให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
"อา
.คุณใหญ๋
ผม
อา
ผมจะไม่ไหว
."
"อีดนิดนะเด็กดี ทนอีกนิด"
แล้วแทะเล็มริมฝีปากอิ่ม อารมณ์ทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นจนถึงที่สุดไม่อาจทนไหว
ชายหนุ่มปล่อยริมฝีปากอิ่มเพื่อฟังเสียงครางเครืออย่างสุขสม
ในช่วงสุดท้ายเมื่อธารอารมณ์ใกล้แตกพ่าย ร่างแกร่งถอนกายออกแล้วกระแทกเข้าเรือนร่างเล็กอย่างแรง
แล้วปลดปล่อยอารมณ์ถึงที่สุด
หมู่ดาวเริ่มเกลื่อนฟ้า
บนเตียงใหญ่เสียงครางแผ่วเครือ นภสินธุ์กำผ้าปูเตียงแน่นเมื่อชายหนุ่มโลมเลียเบื้องหลัง
ขณะมืออุ่นโอบกระชับส่วนกลางลำตัวปลุกเร้าอารมณ์
"อา
พี่ต้น
พอเถอะฮะ
ผม
."
"ผมทำไม ? ทนไม่ไหวรึ
?" พูดจบก็กระชับสะโพกมนเข้ารับการสอดแทรก ร่างเล็กก้มหน้างุดมือจิกหมอนนุ่มแน่นพร้อมเสียงร้องคราง
เรียวชาสั่นระริกทุกครั้งที่ร่างแกร่งกระแทกกระทั้นเข้ามา เขารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอ
ปลายลิ้นนุ่มไล้เลียซอกคอด้านหลังอย่างอ่อนโยน แต่กระนั้นเขาก็หาได้ผ่อนผันความหนักหน่วงจากด้านหลังไม่
กลับยิ่งเร่งเร้าหนักขึ้นพร้อมมืออุ่นที่เคล้นคลึงส่วนหน้าจนแทบทนไม่ไหว
ยิ่งการรุกล้ำเป็นไปอย่างหนักหน่วง นภสินธุ์ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเจ็บที่เหมือนจะลดลงและเริ่มมีอารมณ์อื่นแทรกเข้ามา
จนถึงที่สุดแห่งอารมณ์เขาร้องครางสุขสม ร่างสูงโอบประคองเรือนร่างเล็กในอ้อมแขนให้นอนแนบลง
โดยเขานอนข้างๆ กรีดเช็ดหยาดเหงื่อตามใบหน้าเนียนให้แผ่วเบา
ก่อนช้อนเข้ากอดไว้ในอ้อมอก
"ฉันไม่เคยสุขเท่านี้มาก่อน"
"ผมยิ่งไม่เคยใหญ่" ธรณินทร์หัวเราะขำ
ไล้ปลายนิ้วบนเรือนแผ่นหลังเปลือยเปล่าแผ่วเบา
"ข้างนอกมืดแล้ว หิวหรือยัง"
นภสินธุ์งึมงำตอบ "ทั้งหิวทั้งเหนื่อย"
"เหนื่อย ? แค่
."
"ตั้งต่างหาก" เสียงเล็กแหวแทรกขึ้น
"ตั้ง 4 หน และสำหรับผมเป็นครั้งแรกด้วย" ปลายเสียงตวัดนิดๆ
ชายหนุ่มยิ้มขำโอบกระชับร่างบางแน่นเข้า
"งอนเก่งจริง สรุปทั้งเหนื่อยทั้งหิว
เดี๋ยวกินก่อนนะค่อยอาบน้ำนอนพัก" แล้วเมื่อร่างสูงลุกขึ้นใส่เสื้อเขาก็หยุดเมื่อมือเล็กกระตุกชายเสื้อไว้
"ผม
ผมเจ็บ ลุกไม่ไหว
คุณช่วยเอาข้าวมาให้ทีสิฮะ
." อ้อมแอ้มพูด ธรณินทร์เลิกคิ้วเล็กน้อย
คลี่ยิ้มขบขำแล้วโน้มตัวลงหอมแก้มเนียนฟอดใหญ่ก่อนลุกออกจากห้องไป
"แม่โทรลาหยุดให้สองวันนะจ้ะนภ"
แล้วเดินไปนั่งข้างเตียงก้มหน้าใช้หน้าผากแนบหน้าผากลูกชาย "ตัวยังรุมๆ
อยู่เลย นี่คงเที่ยวหนักล่ะสิกลับมาไข้ขึ้นเชียว"
นภสินธุ์ทำหน้าไม่ถูก
เขาพอรู้ตัวอยู่ที่ไข้ขึ้นน่ะไม่ใช่เพราะเที่ยวแต่เพราะอย่างอื่นต่างหาก
แล้วก็หน้าแดงก่ำเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นวานและเมื่อคืนที่ผ่านมา
ชายหนุ่มเล่นเขาเสียแทบไม่ได้นอนตั้งแต่หลังอาหารค่ำจนเกือบเช้า
ได้หลับนิดเดียวในรถช่วงขากลับเท่านั้น พอตกเย็นไข้ก็ขึ้นเพราะความระบม
เขาไม่บอกแม่หรอกว่านอกจากปวดเมื่อยตามเนื้อตัวแล้ว ยังมีส่วนหนึ่งที่เจ็บเสียขยับทีเกือบร้องโอย
คิดแล้วก็เจ็บใจที่อีกฝ่ายดูมีความสุขสดชื่นเสียเหลือเกิน ขณะที่เขาต้องมาไข้ขึ้นและเจ็บเมื่อยไปทั้งตัวอย่างนี้แถบยังต้องหยุดเรียนตั้งสองวัน
ถ้าเขาตามเพื่อนไม่ทันจะทำไง แล้วก็หยุดคิดเมื่อคนรับใช้ขึ้นมาบอกว่ามีแขกมาเยี่ยม
"เดี๋ยวฉันลงไปหา" หม่อมเทพินทร์ตอบแล้วหันไปจัดการเรื่องการกินยาให้ลูกชายก่อนออกจากห้องไป
ธรณินทร์ลุกขึ้นไหว้นายหญิงของบ้านที่กำลังเดินเข้ามา
หล่อนรับไหว้ชายหนุ่ม "พ่อต้นนี่เอง นึกว่าใครมีอะไรรึลูก"
"คือเมื่อวานเห็นนภทำท่าจะไม่สบาย
เมื่อเช้าโทรไปที่โรงเรียนเค้าบอกว่าลาหยุดเลยลองมาดูน่ะครับ"
"อ้อ ตานภน่ะแค่เป็นไข้นิดหน่อยน่ะจ้ะ
ไม่เป็นไรหรอกพักวันสองวันก็หาย ขานั้นน่ะอึดจะตาย"
"อึดเหรอครับ
." แล้วยิ้มเฝื่อนๆ
"เอ่อ
.ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปผมขอขึ้นไปเยี่ยมได้มั้ยครับ"
"อ้อ เชิญจ้ะ ตอนนี้ยังนอนเล่นอยู่
แต่เมื่อครู่ให้กินยาไปคงคุยได้ไม่นานหรอกนะ" แล้วหันไปหาคนรับใฃ้
"เธอน่ะ พาคุณขึ้นไปห้องคุณนภที"
ร่างสูงกล่าวขอบคุณแล้วเดินตามหญิงรับใช้ไป
"วันนี้ไม่มีเรียนเหรอฮะ"
นภสินธุ์ถามอย่างแปลกใจที่เห็นว่าแขกที่มาคือธรณินทร์ "มีพรุ่งนี้"
แล้วรอจนหญิงรับใช้ปิดประตูห้องเรียบร้อยจึงสาวเท้าเข้าทรุดนั่งบนเตียงใหญ่และโน้มเข้าจูบหน้าผากเนียนอย่างเร็ว
มือเล็กดันใบหน้าชายหนุ่มออกอย่างตกใจ
"คุณอย่ามาทำบ้าอะไรแต่เช้าอย่างนี้นะ"
ธรณินทร์ตีหน้าเซ่อ "ทำอะไร ? ฉันก็แค่จูบประโลมขวัญเท่านั้น"
แล้วโน้มตัวลงคร่อมร่างเล็กไว้กับหัวเตียง พร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม
"หรือเธออยากให้ฉันทำอะไรงั้นรึ"
ใบหน้าเนียนแดงก่ำ "บ้าสิ
อย่ามาทำเพี้ยนแถวนี้นะ" ร่างสูงยิ้มขำแล้วโอบศีรษะเล็กไว้ก่อนประกบริมฝีปากอิ่มแผ่วเบา
เปลือกตาบางหรี่ปิดลงเมื่อชายหนุ่มเพิ่มความดื่มด่ำในรสจูบที่ทั้งหยอกล้อนุ่มนวลและเร่งเร้าอยู่ในทีแขน
เล็กเอื้อมโอบรอบคอกว้าง เสียงครางแผ่วในลำคอยิ่งเพิ่มการแนบประทับจูบให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
อยู่เป็นนานชายหนุ่มจึงถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง นิ้วมือเรียวเกลี่ยไปทั่วนวลหน้าเนียน
รอจนเปลือกตาบางเปิดขึ้นจึงยิ้มให้บางๆ
"คุณต้องติดหวัดผมแน่"
สะบัดปลายเสียงนิดๆ
"ไม่หรอก ฉันน่ะถึกจะตาย"
เด็กชายหัวเราะขำพาให้ร่างสูงยิ้มตามไปด้วยแล้วโอบร่างเล็กเข้ากอดพร้อมลูบไล้หัวทุยๆ
แผ่วเบา
"คงเจ็บอยู่สินะ ลำบากเจ้าจริง"
เรียวแขนเล็กเลื่อนโอบเบื้องหลังชายหนุ่มกระชับพร้อมแนบใบหน้าลงบนไหล่กว้าง
"ถ้าเป็นคุณใหญ่"
"ต้องทั้งธรณินทร์และข้าต่างหาก"
"ก็ได้ๆ ทั้งสองคนละกัน
ผมรักทั้งคุณใหญ่และพี่ต้น"
"ทั้งข้าและธรณินทร์ก็รักเจ้าเช่นกัน"
แล้วความเงียบก็เข้าครอบคลุมอยู่พัก ในที่สุดร่างเล็กก็ดันอกกว้างออกและเลื่อนจับฝ่ามือใหญ่
"ผมมาคิดถึงคำขอของคุณที่เคยขอก่อนออกศึกครางนั้น
.ถ้าตอนนั้นผมยอมคุณ
ตอนนี้ผมคงไม่ยอมให้พี่ต้นทำอะไรแน่ แม้จะมีวิญญาณของคุณอยู่ด้วยก็ตาม"
"เพราะไม่ใช่ร่างข้ารึ
?" เด็กชายพยักหน้ารับ ร่างสูงโน้มหอมแก้มเนียนแผ่วเบา "ข้ากับธรณินทร์คือคนเดียวกัน
เคยบอกแล้วมิใช่รึ ไม่ใช่ว่าข้าอาศัยร่างเขา แต่เพราะข้าคือเขา"
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะฮ่ะ
ผมก็ถือว่าที่ผมนอนด้วยคือคุณใหญ่" ชายหนุ่มยิ้มบาง "สงสารธรณินทร์แย่"
"แต่ผมก็ชอบพี่ต้นอยู่เหมือนกันนะฮะ
ไม่ได้โกหกด้วย"
"ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าธรณินทร์มีสองบุคลิก
แล้วเจ้าก็ชอบทั้งสองเพียงชอบบุคลิกหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชื่อว่า
'ใหญ่' มากกว่า"
"ผมเองยังสับสนตัวเองเลยฮะ
แต่สรุปเป็นอย่างที่คุณว่าก็ได้" ร่างสูงยิ้มละไม "ความรัก เป็นสิ่งต้องใช้การขัดเกลา
และก่อสร้างเติมแต่งมากอยู่"
"คุณน่ะ ชอบพูดเหมือนเทศน์"
คุณใหญ่ ในร่างธรณินทร์โน้มลงหอมแก้มเนียนอีกครั้ง
"ก็เจ้ายังเด็กอยู่นี่นะ"
"ใครว่าเด็ก" นภสินธุ์เถียงทันควัน
"ถ้ายังเด็กอยู่ผมนอนกับคุณไม่ได้หรอก"
ชายหนุ่มชี้นิ้วดิกๆ "พูดจาไม่กระดากปากเลยนะเจ้า"
ร่างเล็กคล้ายเพิ่งรู้ตัว ใบหน้าเนียนแดงเรื่อขึ้น
"ก็
ก็
มัน" อาการอึกอักนั่นทำให้ชายหนุ่มยิ้มขำ
เขาโอบร่างเล็กนอนลงแล้วห่มผ้าห่มคลุมให้
"เมื่อครู่หม่อมบอกว่าเจ้าเพิ่งกินยา
ตอนนี้คงใกล้ออกฤทธิ์แล้วกระมัง นอนเสียเถอะนะ ตื่นขึ้นมาจะได้หาย"
แล้วโน้มลงแนบจูบหน้าผากมนอีกครั้ง
"รอจนผมหลับก่อนค่อยกลับนะฮะ"
รอยยิ้มละไมที่ส่งผ่านมาพาให้เด็กชายเผลอยิ้มตอบ เขาหลับตาลงขณะมือยังกุมอุ้งมือที่ทั้งใหญ่และอุ่นไว้แน่น
อุ้งมืออุ่นอีกข้างวางแนบศีรษะร่างเล็กแผ่วเบา
"จำไว้นะยอดขวัญ ไม่ว่าหลับหรือตื่นข้าอยู่เคียงเจ้าเสมอ
จะไม่ปล่อยให้ทุกข์ ให้โศกเราจะไม่พรากกันอีกแล้วนะนบนะ"
เด็กชายยิ้มบางรับคำในลำคอแผ่วเบา
รู้สึกถึงริมฝีปากอุ่นที่แนบประทับใบหน้า พร้อมได้ยินเสียงเพลงแผ่วเบา
เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
นอนไหนนอนได้
สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
ดอกเอ๋ย
ดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย
โอ้เจ้านกขมิ้นเอย
เชิญเจ้าผินโผจู่มาสู่เหย้า
นอนในกรงทองของเรา
จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน
จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า
จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน
สิ้นกาล
|